31 January 2018

5 วิธีแก้ปัญหาถุงใต้ตาบวมง่าย ๆ ทำเองได้ที่บ้าน

ถุงใต้ตาบวม เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งสำหรับสาวๆ จนทำให้เกิดความกังวล และมันคือจุดเริ่มต้นของความหมองคล้ำ ไม่สดใส จนเกิดริ้วรอยรอบดวงตาได้ เราจึงรีบหาวิธีดูแล วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยลดปัญหาถุงใต้ตาบวม มาฝากกันที่สามารทำเองได้ที่บ้าน จะมีวิธีไหนบางไปดูกันเลยจ้า 1.มะเขือเทศ วิตามินซีที่มีในมะเขือเทศมีส่วนช่วยลดความหมองคล้ำ ลดปัญหาถุงใต้ตาได้ดี เพียงแค่นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาวางบนเปลือกตาทั้ง 2 ข้างทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก รับรองว่าจะช่วยแก้ปัญหาตาบวมอย่างเห็นได้ชัดเจน 2.กากชาที่ใช้แล้ว คนที่ชอบดื่มชา กากชาอย่างเพิ่งทิ้งนะคะ เพราะช่วยลดถุงใต้ตาได้ โดยนำกากชาที่ใช้แล้วมาห่อด้วยผ้าขาวบางมาทำเป็นลูกประคบ จากนั้นนำน้ำอุ่นเทลงไปนิดนึง แล้วค่อยบีบให้น้ำออกมา  ต่อจากนั้นก็ประคบบนเปลือกตาทั้งสองข้าง โดยทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า จะช่วยลดอาการของถุงใต้ตาบวม 3.แตงกวา ในแตงกวานั้นมีมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เป็นสารจากธรรมชาติ มีส่วนช่วยบำรุง รวมไปถึงลดปัญหาถุงใต้ตาบวมได้ดีมาก ส่วนวิธีใช้นั้น ให้นำแตงกวาที่ถูกแช่เย็นไว้ก่อน นำมาล้างแล้วหั่นให้มีลักษณะเป็นแว่นบาง ๆ หลังจากนั้น ให้นำมาประคบที่เปลือกตาแล้วก็ถุงใต้ตาทั้งสองข้าง พอประคบไว้แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที แล้วค่อยไปล้างออก จะทำตอนหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือทำก่อนนอนก็ได้ 4.มันฝรั่ง ในต่างประเทศสาว ๆ จำนวนไม่น้อยนิยมใช้มันฝรั่งประคบที่ดวงตา แม้ว่าเราจะคุ้นกับแตงกวาหรือมะเขือเทศมากกว่าก็ตาม…

read more

31 January 2018

ฝังเข็มดีอย่างไร ช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง

ในปัจจุบันหลายคนหาวิธีการดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น ทั้งการทานอาหาร ออกกำลังกาย และหาวิธีการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินว่าการฝังเข็มนั้นสามารถช่วยให้อาการป่วย หรือเจ็บปวดเบาบางลงได้ แต่หลายคนก็ยังไม่เคยสัมผัสการรักษาด้วยเข็มเหล่านี้ การฝังเข็มทำให้เลือดและระบบลมปราณไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายที่เจ็บป่วย นอกจากนี้การศึกษาของแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการฝังเข็มทำให้เกิดการหลั่งสาร “เอนเคพฟาลีน และเอนดอร์ฟิน” ซึ่งจะไปช่วยระงับอาการปวดได้ กับสารที่เรียกว่า “ออโตคอย” ที่คอยช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย โดยการแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกาย ซึ่งอยู่บนเส้นลมปราณ โดยใช้หลักการักษาของแพทย์แผนจีน เพื่อเป็นการปรับดุลยภาพร่างกาย ควรรับการรักษาสัปดาห์ละ 1- ครั้ง และต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 ครั้ง แล้วแต่การพิจารณาของแพทย์ โรคเรื้อรังอาจต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นในการรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ซึ่งเข็มที่ใช้ในการฝังที่คลินิกฝังเข็ม หน่วยตรวจโรค กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นเข็มพิเศษที่ผลิตเพื่อการฝังเข็มโดยเฉพาะ สะอาดปราศจากเชื้อ ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่นำกลับมาใช้อีกโดยเด็ดขาด ซึ่งได้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง องค์การอนามัยโลก (WHO) มีผลวิจัยและได้ประกาศยอมรับวิธีฝังเข็มว่า ช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการได้หลายโรคซึ่งโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีฝังเข็มแบ่งเป็นประเภทต่างๆได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ : ไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลัน,จมูกอักเสบชนิดเฉียบพลัน,ไข้หวัด,ต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน,หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน,หอบหืด  โรคตา :  เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน,จอภาพตาอักเสบ Central retinitis,สายตาสั้นในเด็กต้อกระจกชนิดที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระบบทางเดินอาหาร : การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร,สะอึก,กระเพาะอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง,กระเพาะหลั่งกรดมากเกินไป,ลำไส้เล็กส่วนท้ายไม่ทำงาน,ลำไส้ใหญ่อักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง,แผลในลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง,ท้องผูก แผลในลำไส้เล็กส่วนต้นเฉียบพลัน(ไม่มีโรคแทรกซ้อน),…

read more

30 January 2018

สอนเทคนิคง่ายๆ สำหรับสาวๆ กับการลดน้ำหนักที่แสนจะง่ายได้ตัวเอง

การลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรทำทั้งการออกกำลังกาย และเทคนิคการควบคุมอาหารทั้ง 5 นี้ สามารถช่วยให้เรามีวินัยที่ดีในการควบคุมอาหาร หากจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ เราต้องมีวินัย ใส่ใจ เราก็จะประสบผลสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก 1.ของหวานก็กินได้นะ แน่นอนว่าขนมหวานมันเป็นของที่คู่กับผู้หญิง การที่จะงดทานมันคงเป็นเรื่องที่ยากแน่สำหรับสาว ๆ แต่เราควรทานในปริมาณที่พอดีหรือพอให้หายอยากก็พอ 2.ใช้จานชามใบเล็กกว่าเดิม เป็นเทคนิคง่าย ๆ อย่างหนึ่ง สำหรับการควบคุมการทาน หากเราใช้จานหรือชามใบเล็กลง ขณะที่เราทานหมดไปแล้ว  1 จาน และเราต้องการเติมอีกรอบ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราจะทานมากเกินไป ทำให้เราต้องหยุดชะงักในจานที่ 2 ไปเลยทันที 3.เคี้ยวช้า ๆ ช่วยให้กินได้น้อยลง แน่นอนว่าการที่เราเคี้ยวอาหารแบบไม่ละเอียดมีผลทำให้เราอ้วนขึ้นได้  และอาจมีผลให้คุณรู้สึกท้องอืดได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะการบดเคี้ยวอาหารที่หยาบจนเกินไป ทำให้อวัยวะภายในร่างกายเราไม่สามารถย่อยอาหารได้เต็มที่ แต่ถ้าเราเคี้ยวอาหารให้ละเอียดไปเรื่อย ๆ ในปริมาณมากระหว่างที่รอผลการทำงาน จะมีผลทำต่อความรู้สึกเราว่ามันมากเกินไป และความรู้สึกที่เราคิดว่ามากมันจะส่งเคลื่อนที่ไปถึงสมอง กระเพาะอาหารก็คงจะเกินคำว่าอิ่มไปแล้วนั่นเอง 4.เลี่ยงอาหาร ทอด ผัด เมื่อบริโภคอาหารประเภทที่มีน้ำมันปนเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสได้รับพลังงานเกิน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายตามมาหากเรารับประทานสะสมเข้าไปในร่างกายมาก ๆ ก็สามารถทำให้เกิดปัญหาของโรคอ้วนตามมาได้ 5.ห้ามอดอาหาร! อาหารถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หากเรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ…

read more

29 January 2018

ประโยชน์จากมะเขือยาวช่วยควบคุมน้ำหนักและฟื้นฟูหัวใจ

มะเขือยาวจัดเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุก มะเขือยาวอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 วิตามินซี วิตามินพี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ซิงค์ สารไกลโคอัลคาลอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเทอร์ปีน และยังมีเกลือแร่ต่าง ๆ สำหรับมะเขือยาวสีม่วงนั้นจะมีวิตามินพีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง มีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือโรคลักปิดลักเปิด ควรจะรับประทานมะเขือยาวเป็นประจำ เพราะจะทำให้อาการของโรคดังกล่าวทุเลาลงหรือหายได้ เมื่อพูดถึงมะเขือยาวหลาย ๆ คนคงรู้ดีว่าสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารได้ แต่ก็มีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้ว่าประโยชน์และสรรพคุณของมะเขือยาวว่ามันมีอะไรบ้าง สรรพคุณของมะเขือยาว : กินทั้งเปลือก  ช่วยต้านมะเร็งลุกลาม  นาซูนินในผิวของมะเขือยาว มีคุณสมบัติต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งสร้างเส้นเลือดที่จะลำเลียงอาหารไปเลี้ยงเซลล์ มีผลให้เซลล์มะเร็งเติบโตช้าและลดการแพร่กระจายลง กินสดหรือสุก ก็ช่วยฟื้นหัวใจ  ศูนย์วิจัยโรคหัวใจและหลอดเลือด มหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต (University of Connecticut) วิทยาเขตฟาร์มิงตัน (Farmington) ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาพบว่า การกินมะเขือยาวเป็นประจำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายภายหลังหัวใจขาดเลือดได้…

read more

29 January 2018

พฤติกรรมการนอนไม่หลับ

การนอนเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการเซ็ตตัวให้เราพร้อมทำงานในเช้าวันใหม่ ให้สามารถทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งหากเราไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตามมาดังนั้น เราควรปรับพฤติกรรมการนอนให้สมดุล และอาหารการกินก็ช่วยให้เรา นอนหลับสบายขึ้น รวมถึงแก้อาการผิดปกติจากการนอนได้ด้วย สารสื่อประสาท และฮอร์โมน ต้นเหตุทำตาค้าง ปัญหาการนอนไม่หลับนั้นแบ่งออกได้คือ การนอนไม่หลับแบบชั่วคราว  , การนอนไม่หลับแบบเป็นๆ หายๆ  ,  การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง มีผลกระทบทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีลดลง ประสิทธิภาพในการทำงานและความ สามารถลดลง  มีการใช้บริการทางแพทย์สูงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา รู้สึกไม่  สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิ เป็นต้น  สาเหตุของการนอนไม่หลับเกิดได้หลายอย่าง  สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกิดโรคก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ โรคบางโรคเมื่อขณะเกิดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่น โรคหอบหืด , โรคภูมิแพ้ , โรคสมองเสื่อม , โรคพาร์คินสัน ,โรคหัวใจวาย , , โรคคอพอกเป็นพิษ สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอนไม่กลับเป็นอาการหลักๆ  สำหรับใครที่มีภาวะการนอนหลับยาก…

read more

24 January 2018

5 ท่าเปลี่ยนตูดห้อยให้กระชับ ก้นสวย ก้นเด้ง ลองตามดูสิ

สำหรับสาวๆคนไหน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับก้นย้อย ก้นห้อย สภาพก้นดูไม่เต่งตึง ยิ่งเวลาใส่กางเกงขาสั่นหรือใส่บิกินี่นั้นก็จะดูไม่มั่นใจ วันนี้มีเรามี 5 ท่าออกกำลังกายแบบง่ายๆที่จะให้ก้นของสาวๆกลับมาเด้งกลมน่ามองอีกครั้ง และยังได้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย ลองไปทำกันดูนะค่ะ 1.ท่า Squat ยืนตรง แยกเท้าออกเล็กน้อย ย่อตัวนั่งลง ทิ้งเอวและก้นไปข้างหลัง ประสานฝ่ามือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอย เอนตัวไปด้านหน้า แล้วเด้งตัวกระโดดขึ้น แล้วยืนตรงในท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง ทำ 3-5 เซ็ต 2.ท่า Lunge ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อก้นให้กลมกลึงได้รูป พร้อมช่วยกระชับต้นขา คว่ำตัวลง ใช้มือและปลายเท้ายันพื้นเอาไว้ในท่าเตรียมวิดพื้น ยกขาขวาให้สูงที่สุดแล้วกลับสู่จุดเริ่มต้น ทำต่อเนื่อง 45 วินาที แล้วสลับทำข้างซ้ายอีก 45 วินาที 3.ท่า Bridge สำหรับท่านี้ เริ่มจากนอนราบไปกับพื้นและยกก้นขึ้นมา เอาแขนแนบไปกับพื้น แล้วยกก้นขึ้นค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วเอาลงแต่ไม่ต้องให้ติดพื้น แล้วก็ยกขึ้นมาอีกให้ครบ 15 ครั้ง 4.ท่า Lunges ก้าวเท้าไปข้างหน้า แล้วย่อตัวลงโดยเริ่มจากการยืนตัวตรง ปลายเท้าแยกจากกันเล็กน้อย ก้าวขาข้างหนึ่งออกไปด้านหน้าระยะ…

read more

24 January 2018

สรรพคุณประโยชน์คุณค่าทางอาหารของเห็ดมีอะไรบ้าง

เห็ดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมาช้านานและยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เห็ดนั้นจัดเป็นเชื้อราชั้นสูงชนิดหนึ่ง แต่สำหรับนักเกษตรแล้วกลับมองว่าเห็ดเป็นพืชชั้นต่ำ เพราะไม่สามารถสร้างอาหารขึ้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเห็ดนั้นจะมีการเพาะพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มใยราจนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งมีสีสันและรูปร่างของดอกเห็ดตามแต่ละชนิดของสายพันธุ์เห็ดต่างๆ และที่สำคัญเห็ดไม่มีคลอโรฟิลล์หรือสารสีเขียวที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง มนุษย์ได้รู้จักการใช้ประโยชน์จากเห็ดมานับพันปี สังคมในอดีตของบางประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน กรีซ เม็กซิโก และละตินอเมริกัน เชื่อว่าการกินเห็ดจะทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าคนปกติ เห็ดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์เลยทีเดียว แต่หลักๆแล้วจะมีการจำแนกกลุ่มของเห็ดออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1.  เห็ดที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพร 2. เห็ดชนิดที่รับประทานได้นิยมนำมารับประทาน 3. เห็ดพิษที่ไม่สามารถรับประทานได้และอาจถึงแก่ชีวิต สรรพคุณและประโยชน์ของเห็ด  ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ด หรือคุณค่าทางอาหารจึงมีแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ของเห็ด เห็ดนั้นมีอยู่มากมายหลายประเภท แต่โดยรวมแล้วเห็ดมีประโยชน์มากมาย เป็นได้ทั้งอาหารและสมุนไพรรักษาโรค บำรุงร่างกาย ช่วยต่อต้าน ป้องกัน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกายของเราที่จะก่อเกิดโรคมะเร็งต่างๆขึ้นได้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือดได้ดี มีสารอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ร่างกายเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายไม่อ่อนแอหรือเจ็บป่วยง่ายช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และปรับสภาพความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เห็ดมีไฟเบอร์และกากใยอาหารสูง ทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดี และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวาร โรคกระเพาะ หรือมะเร็งลำไส้ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือโรคโลหิตจาง ช่วยสมานแผล และลดอาการอักเสบของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยให้ระบบสมองและประสาททำงานได้ดี ช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายดี ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน และโรคภูมิแพ้…

read more

22 January 2018

7 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณกำลังจะอ้วน ไปลองเซ็คดู

สาว ๆ คนไหนเคยเป็นบ้างไหมคะ ที่คิดว่าตัวเองกินเท่าไหร่ก็คงไม่อ้วน จึงละเลยการออกกำลังกาย จนเวลาผ่านไปก็กลายเป็นคนอ้วนไปชะแล้ว วันนี้เรามี 7 สัญญาณเตือนมาบอกคุณสาว ๆ กันค่ะ ว่าความอ้วนกำลังจะมาเยือนหรือไม่ ลองเช็กสัญญาณต่อไปนี้ดูสิคะ หากมีข้อไหนที่ตรงกับคุณไม่ 1.รู้สึกหิวบ่อยขึ้น อาการรู้สึกหิวบ่อย ๆ นอกจากในระหว่างมื้อหลัก ๆ แล้ว มักจะหาของว่างหรือขนมขบเคี้ยวมากินจุบจิบอยู่ตลอดเวลา เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังจะเผชิญหน้ากับความอ้วนอย่างแน่นอนค่ะ 2.กินมากกว่าปกติ คนที่กินอาหารมากเกินไปโดยไม่สามารถยับยั้งความต้องการของตนเองได้ เรียกได้ว่าคุณกำลังอยู่ในขั้นเสพติดอาหารแล้วค่ะ เพราะเมื่อเราหิว เรามักจะหาอะไรทานเข้าไปให้พออิ่มท้องได้ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ย่อมทำให้สาว ๆ อ้วนได้แน่นอน 3.เลือกกิน คนที่กำลังจะอ้วนนั้นมักเลือกกินอาหารที่มีพลังงานสูง เลือกกินนู่นกินนี่ และคนอ้วนส่วนใหญ่มักเลือกกิน เนื้อสัตว์ อาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ขนม ซึ่งอาหารเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่ายมาก 4.ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด สำหรับคนที่กำลังเครียดเครียดหรือปัญหาซึมเศร้าโมโห หรือหงุดหงิดง่าย ก็มักจะกินอาหารบ่อยมากขึ้น กินจุกจิก เมื่อเวลาโกรธมาก ๆ ก็มักระบายความโกรธหรือความหงุดหงิดไปกับการกินขนมขบเคี้ยว 5.นอนกรน คนอ้วนมักจะมีอาการนอนกรน เพราะมีไขมันรอบลำคอที่หนา เนื้อเยื่อในช่องคอมักจะหย่อนตัวขณะนอนหลับ ทำให้เข้าไปอุดตันทางเดินลมหายใจ จนทำให้สาว ๆ นอนกรนได้…

read more

18 January 2018

ยิ่งกินหน้ายิ่งแก่ไม่รู้ตัว 5 เมนูยอดฮิตชาวออฟฟิศ

ชาวออฟฟิศที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหลายคน ยังคงต้องทำหน้าที่ในแต่ละวัน จนบางทีก็ลืมดูแลสุขภาพตัวเองกัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินเมนูอาหารในแต่ละวันที่บางทีเราทานซ้ำไปมาทุกวัน เป็นพฤติกรรมการทานที่เสี่ยงอาจทำหน้าแก่ก่อนวัยเราได้ อยากรู้แล้วว่ามีอาหารประเภทไหนบ้างไปดูกัน น้ำหวาน ประเภทน้ำหวานทุกชนิด เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมประเภทต่าง ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ส่วนมากก็จะมีน้ำตาลปริมาณมากด้วย ทำให้เราดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าตัวของน้ำตาลนี่แหละตัวดีที่คอยทำลายผิวพรรณของเรา หากเราดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลบ่อย ๆ อาจเกิดผลเสียตามมาเพราะน้ำตาลจะทำให้เซลล์ผิวเสีย เพราะน้ำตาลส่งผลกระทบในด้านลบ เพราะเข้าไปทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา คาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด ไม่ได้มีอยู่แค่เฉพาะ ชา หรือ กาแฟ เท่านั้น เรายังพบได้ใน เครื่องดื่มชูกำลัง ทั้งน้ำอัดลม ขนมจำพวกช็อกโกแลต โกโก้  หรือแม้แต่ของทานเล่นอย่าง เมล็ดทานตะวัน ก็มีส่วนผสมคาเฟอีนแฝงอยู่ในปริมาณไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น หากเราทานเครื่องดื่มหรืออาหารประเภทที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ จะส่งผลเสียทำให้ร่างกายนอนไม่หลับในตอนกลางคืน เพราะคาเฟอีนมีสารทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้หน้าเราดูหมองคล้ำลง แลดูไม่สดชื่นสดใส และที่สำคัญคาเฟอีนยังส่งผลต่อร่างกายทำให้สูญเสียน้ำในร่างกาย ลูกอม ลูกกวาด ลูกอม หรือลูกกวาดมีน้ำตาลสูงมาก ส่วนมากชาวออฟฟิศจะทานแก้ง่วง บอกเลยว่าพลาดเพราะเป็นน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการแปรรูป รวมทั้งปรุงแต่งรสชาติมาแล้ว  ซึ่งแน่นอนว่าการทานน้ำตาลในปริมาณที่มากจะส่งผลกระทบต่อผิวพรรณ แถมเพิ่มอายุบนใบหน้าให้ตัวเองขึ้น Junk…

read more

17 January 2018

5 ประโยชน์ของน้ำขิงกับสุขภาพผู้หญิง ที่อ่านจบแล้วจะต้องลอง

มาพูดถึงน้ำขิงกันเลย ว่าดีอย่างไร  ซึ่งคนท้องสามารถดื่มได้เพื่อสุขภาพ ส่วนคนที่ไม่ท้องแต่อยากผอมก็สามารถดื่มเพื่อลดน้ำหนักได้เช่นกัน มาดูสรรพคุณของขิงกันเลย ขิงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เราไปดูกันเลยว่าการดื่มน้ำขิงจะช่วยเราได้อย่างไรบ้าง แก้คลื่นไส้อาเจียน (แพ้ท้อง) การดื่มน้ำขิง สามารถลดการคลื่นไส้ อาเจียนของหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ได้ มีการยืนยันจากผลการศึกษากว่า 12 สถาบัน ที่ยืนยันพิสูจน์กับหญิงที่ตั้งครรภ์มาแล้วทั้งหมดราว 1,278 คน ในการดื่มน้ำขิงประมาณ 1.1-1.5 กรัม พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าของคุณแม่ที่กำลังแพ้ท้อง ลดลงได้อย่างดีเยี่ยม    2.แก้ปวดประจำเดือน การดื่มน้ำขิงที่อุ่น สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดได้ และยังช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ จากการศึกษาจากหญิงสาวกว่า 150 คน ที่ดื่มน้ำขิงชนิดแบบผงปริมาณ 1 กรัมต่อวัน จะช่วยให้ 3 วันแรกของการมีประจำเดือนมีอาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด 3.ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ในช่วงวันนั้นของเดือน ในช่วงระหว่างการมีรอบเดือนของสาว ๆ นั้น อาจจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแน่นท้องเข้ามาแทรกซ้อน ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เราสามารถแก้ได้ด้วยการดื่มน้ำขิง เพราะจะช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ของเราได้เป็นอย่างดี เป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก…

read more