13 June 2018

ลดน้ำหนักฉบับเร่งด่วน ดีจริงหรือไม่

มีสาวๆจำนวนมากที่มาถามหาสูตรลดความอ้วนแบบ 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันเพื่อหวังจะลดน้ำหนักกัน 5 – 10 กิโลกรัม ในช่วงเวลาสั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการใช้สูตรลดความอ้วนฉบับเร่งด่วนเหล่านี้ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการ นอกจากนี้ วิธีดังกล่าวยังไม่ใช่การลดน้ำหนักแบบยั่งยืนอีกด้วย รู้หรือไม่ว่า วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนพวกนี้ส่วนใหญ่มักให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อในจำนวนน้อยมากๆ เช่น ขนมปัง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง กาแฟดำ เป็นต้น แม้ว่าอาหารที่กล่าวมาจะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ทานในปริมาณที่น้อยเกินไปซึ่งอาจส่งผลให้น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วในช่วงแรกแต่จะตามมา ด้วยผลเสียอย่างคาดไม่ถึงเลยค่ะ โดยปกติแล้ว ร่างกายจะต้องใช้พลังงานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเช่น พลังงานเพื่อการทำงาน ของอวัยวะต่างๆในร่างกาย พูดง่ายๆว่าต่อให้นอนอยู่เฉยๆก็ยังต้องใช้พลังงานจำนวนนี้ ดังนั้นการที่ร่างกายรับพลังงานเข้าไปน้อยกว่าพลังงานขั้นต่ำที่ต้องการย่อมส่งผลเสียแน่นอน อย่างแรกคือ ทำให้ระบบการเผาผลาญลดลงร่างกายจะเข้าสู่โหมดการอดอาหารซึ่งจะทำให้ลดการเผาผลาญเพื่อให้ร่างกายอยู่รอด ดังนั้นเมื่อกลับมากินอาหารเป็นปกติอีกครั้งก็จะทำให้ร่างกายอ้วนขึ้นเร็วกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟคนั่นเอง ผลเสียอีกอย่างหนึ่งของการทานอาหารน้อยเกินไป ก็คือการสูญเสียกล้ามเนื้อ เพราะเมื่อร่างกายได้รับพลังงานน้อยเกินไป จะเผาผลาญพลังงานจากไขมันที่สะสม รวมทั้งพลังงานจากกล้ามเนื้อด้วยเมื่อกล้ามเนื้อถูกดึงไป เป็นพลังงานจะทำให้ระบบการเผาผลาญลดลงเช่นกันซึ่งเป็นอีกสาเหตุของโยโย่เอฟเฟค ความจริงแล้ว ไม่มีวิธีใดในโลกที่จะช่วยให้เราหุ่นดีในพริบตาได้นอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งจำเป็นต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ Credit : https://www.rd.com

12 June 2018

สุขภาพดี อารมณ์แจ่มใสไปกับการวิ่ง

การวิ่ง ถือเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก แถมยังสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยประโยชน์ของการวิ่งจะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายทำงานดีขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ นอกจากนี้ การวิ่งยังช่วยให้รู้สึกสบายใจและอารมณ์ดีขึ้น บางการศึกษาพบว่าการวิ่งจะช่วยรักษาโรคเครียด และโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย ทั้งนี้ การวิ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆประเภทแรก คือผู้ที่วิ่งเพื่อรักษาสุขภาพ โดยคนกลุ่มนี้มักเป็นผู้สูงอายุ หรือ คนวัยหนุ่มสาวที่อยากรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงประเภทที่สอง คือผู้ที่วิ่งเพื่อลดความอ้วน คนกลุ่มนี้อาจต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลกว่ากลุ่มแรก เพื่อเบริ์นไขมันในร่างกายและรักษารูปร่างประเภทที่สาม คือกลุ่มที่วิ่งเพื่อการแข่งขัน หรือพวกนักกีฬาซึ่งกลุ่มนี้จะออกกำลังกายหนักกว่าคนทั่วไป ต้องฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำและตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่า การวิ่งจะเป็นกีฬาที่ดี แต่ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายหากไม่ระวัง โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้า และหัวเข่า ดังนั้น ผู้วิ่งเพื่อรักษาสุขภาพและลดน้ำหนัก จึงควรวิ่งแบบค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆเพิ่มระยะทางไม่ควรหักโหมวิ่งเป็นระยะทางไกลในครั้งแรกและหากมีอาการผิดปกติต้องรีบหยุด และปรึกษาแพทย์ทันที สำหรับผู้สูงอายุอาจต้องระวังเรื่องข้อเข่าและข้อเท้าเป็นพิเศษ หากลองวิ่งแล้วรู้สึกเจ็บ ควรเปลี่ยนเป็นการเดินเร็วเพื่อลดการกระแทก นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจก็ไม่ควรหักโหมวิ่งเร็วๆเช่นกัน และควรวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไปและหยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อย สำหรับระยะทางในการวิ่งมีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นคือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ จนถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับผู้เริ่มต้น โดยต้องสังเกตอาการของตัวเองให้ดี ก่อนค่อยๆเพิ่มระดับไปเรื่อยๆ Credit : http://www.classical-music.com

11 June 2018

งานเยอะจนแทบหายใจไม่ทัน ดูแลตัวเองอย่างไรดี

งานเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต แต่ในบ้างครั้งชีวิตก็แสนโหดร้ายเมื่องานพากันถาโถมกันเข้ามาเป็นภูเขา เยอะจนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรก่อนดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองซึ่งเพราะไม่มีเวลาทำแน่นอน แต่ใจเย็นๆค่ะ แม้ว่างานจะยุ่งขนาดไหน คุณจะลืมเรื่องการดูแลตัวเองไปไม่ได้ วันนี้เรามีคำแนะนำดีที่สามารถดูแลร่างกายไปพร้อมกับการทำงานด้วยค่ะ1. เตรียมน้ำดื่มไว้ คนทำงานยุ่งๆมักจะลืมดื่มน้ำกันเป็นประจำค่ะ บางครั้งไม่ได้ดื่มน้ำกันครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว หากปล่อยไว้แบบนี้ โรคภัยจะถามหากันนะคะ ดังนั้น ก่อนเริ่มงานให้เตรียมน้ำขวดใหญ่ไว้ข้างตัวค่ะ และค่อยจิบน้ำทุกครั้งที่นึกได้ โดยตั้งใจไว้ว่าใน 1 วันต้องดื่มน้ำหมดหมดขวดสักประมาณ 1 ลิตร และอย่าลืมลุกไปเข้าห้องน้ำด้วยนะคะ ห้ามอั้นปัสสาวะโดยเด็ดขาด2. หายใจลึกๆเวลางานเข้ามากๆจนหายใจหายคอไม่ทัน ให้ตั้งสติและหายใจลึกๆ ช้าๆ สักหนึ่งนาทีค่ะ โดยการหายใจแบบนี้จะช่วยเรารวบรวมสติ และผ่อนคลายความเครียดลงได้3. พักสายตาชั่วโมงละครั้ง ไม่ได้หมายถึงให้ไปงีบหลับนะคะ เพียงแค่นั่งหลับตาสัก 1 นาที หรืออาจเปลี่ยนไปมองที่ไกลซึ่งไม่ใช่จอคอมพิวเตอร์สักชั่วโมงละครั้งค่ะ เพราะการจ้องจอคอมติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้สายตาล้าได้ แถมอาจทำให้เป็นโรควุ้นในตาเสื่อมตามมาด้วยค่ะ4. ยืดเส้นยืดสาย หลังจากทำงานติดต่อกันสักพัก ควรลุกขึ้นมาขยับร่างกายบ้าง เพราะการนั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไปอาจทำให้รู้สึกปวดกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้ ยังควรพักนวดนิ้วมือเป็นระยะเพื่อป้องการการนิ้วล็อค ถึงจะมีงานเป็นภูเขาเลากาก็ต้องหากเวลาสักนิดเพื่อรักษาสุขภาพของตัวเองนะคะ ถ้าไม่สบายขึ้นมา ขยันแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ Credit : https://www.dumblittleman.com

15 January 2018

สุขภาพ “เล็บ” บอกโรค

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ แนะหมั่นสังเกตและดูแลสุขภาพของเล็บสม่ำเสมอ เล็บสุขภาพดีควรมีสีชมพูจางๆ พื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บแข็งแรง หากต่างจากนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของร่างกาย นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เล็บที่มีสุขภาพดี คือ เล็บที่มีสีออกชมพูจางๆ จากสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บ มีพื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บมีความแข็งแรงและเล็บมีความหนาไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ถ้าเล็บมีความแตกต่างไปจากนี้ ถือว่าเป็นเล็บที่ไม่ปกติจะเป็นสัญญาณบอกโรคได้ คือ 1. เล็บที่มีความหนาหรือบางผิดปกติ  2. เล็บเปลี่ยนสี  3. ผิวหนังรอบเล็บบวมแดง   4. ปลายเล็บร่น  5.เล็บที่มีพื้นผิวขรุขระ จึงควรสังเกตความผิดปกตที่เกิดขึ้น โดยปรึกษาแพทย์ เพื่อรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สำหรับความผิดปกติมีรายละเอียด ดังนี้ 1. เล็บที่มีความหนาหรือบางผิดปกติ มีหลายโรคที่ทำให้เล็บหนาขึ้น เช่น โรคเชื้อรา ที่นอกจากเล็บจะหนาขึ้นแล้ว  อาจมีสีเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองหรือขาว ผิวเล็บและส่วนปลายเล็บอาจขรุขระ โรคสะเก็ดเงินมักจะมีอาการเล็บหนาหลายๆ เล็บ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก  เล็บจะมีลักษณะบางและแอ่นคล้ายช้อน 2. เล็บเปลี่ยนสี  เล็บที่มีสีขาวครึ่งเล็บพบได้ในคนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง เล็บที่มีสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บพบได้ในคนเป็นโรคเบาหวาน  โรคตับแข็งและโรคหัวใจวาย เล็บที่มีสีขาวเป็น แถบขวางอาจเป็นโรคโปรตีนในร่างกายต่ำ 3. ผิวหนังรอบเล็บบวมแดง  คนที่สัมผัสกับน้ำบ่อยๆ…

read more

15 January 2018

“โนโรไวรัส” หวัดลงกระเพาะ ท้องเสีย-อาเจียนรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

อาการป่วยที่พบเห็นได้บ่อยพอๆ กับการเป็นหวัด ไม่สบาย มีไข้ นั่นก็คือ อาการท้องเสีย ท้องร่วง หรือบางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย หลายคนอาจคิดแค่ว่าเป็นอาการอาหารเป็นพิษ แล้วถามไถ่กันเพียงว่า “ไปทานอะไรมา ทานอาหารทะเลที่ไม่สะอาดมาหรือเปล่า” ซึ่งก็ไม่ใช่การคาดคะเนที่ผิดสักทีเดียว แต่นอกเหนือไปจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังอาจมีอีกโรคหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก นั่นคือ โรคหวัดลงกระเพาะอาหาร หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “โนโรไวรัส” “โนโรไวรัส” คืออะไร? โนโรไวรัส เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อจากคนสู่คน สามารถติดต่อได้ง่ายโดยสัมผัสทางอาหาร น้ำดื่ม และติดต่อทางอากาศ การหายใจได้ เช่น การหายใจใกล้กับผู้ป่วยที่อาเจียน การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น อาหารทะเล ผัก ผลไม้สดที่ล้างไม่สะอาด รวมถึงการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง หรือสิ่งของที่มีเชื้ออยู่ เชื้อโนโรไวรัส พบว่ามีการระบาดในช่วงฤดูหนาว และที่ทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายได้ง่าย และรุนแรง เพราะเป็นเชื้อที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนความร้อนได้มากถึง 60 องศาเซลเซียส ทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อ และอยู่รอดบนผิววัตถุต่างๆ ได้นานหลายวัน   ใครที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโนโรไวรัส? เมื่อการติดต่อของเชื้อโนโรไวรัสมาจากการสัมผัสอาหาร น้ำดื่ม และอากาศ ดังนั้นเด็กเล็กที่ชอบเอามือเข้าปาก และอาจไม่ระมัดระวังในเรื่องของความสะอาดของอาหารมากพอ จึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโนโรไวรัสมากกว่าผู้ใหญ่…

read more