ใคนคนนั้น ที่มาด้วย

ใคนคนนั้น ที่มาด้วย

ช่วงนั้นผมเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงราย เพิ่งขึ้นปี 2 ครับ.. ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ เลย เป็นเด็กบ้านนอก ไม่มีเพื่อนหรือญาติที่กรุงเทพฯ ด้วย.. พอดีมีอยู่ช่วงนึง ผมมีธุระของทางมหาวิทยาลัย ต้องเข้ากรุงเทพฯ ในใจก็แอบตื่นเต้น.. ในสมัยนั้น สายการบินไม่ได้มี Low Cost เหมือนปัจจุบัน ดังนั้น การเดินทางจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯ ที่นิยมที่สุดก็คือ รถทัวร์โดยสารครับ ราคาก็เริ่มที่ 400 – 900 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 – 12 ชั่วโมงโดยประมาณ

วันนั้นผมได้ซื้อตั๋วรถทัวร์ปรับอากาศของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร ผมเดินทางเที่ยว 18.00 น. ครับ วันนั้นเป็นคืนวันพุธ จำได้แม่นเพราะผมต้องทำธุระวันศุกร์ เลยกะจะเดินทางไปก่อนล่วงหน้า เพื่อสำรวจถนนหนทาง.. ตอนที่จองตั๋วผมก็ดูที่นั่งในลิสนะ พอดีรถคันที่จะไป ห้องน้ำมันอยู่ตรงกลางคันรถ ผมเลยเลี่ยงๆ ที่จะนั่งใกล้ เพราะกลัวเหม็น เลยเลือกที่นั่งหลังสุดชิดด้านในติดหน้าต่างเลย ตอนซื้อตั๋ว ที่นั่งแถวหลังก็ยังไม่มีคนเลยครับ

พอถึงเวลาออกออกเดินทาง (ผมเดินทางไปคนเดียวนะครับ) ก็ไปนั่งที่ที่จองไว้ ตอนนั้นเป็นหน้าหนาวเลยมืดเร็ว นั่งสักพักมองนาฬิกา 18.15 น. รถยังไม่ออกอีก เลยลงไปซื้อขนมข้างนอก ไปแค่แปบเดียว กลับมาก็มีผู้หญิงคนนึง นั่งอยู่ตรงที่นั่งแถวหลังอีกฝั่งของผม แต่งตัวซอมซ่อหน่อย เสื้อเหมือนเป็นเสื้อกันหนาวมือสองสีเทาเก่าๆ นั่งนิ่งๆ ก้มหน้า หลังตรงไม่พิงพนัก ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แล้วรถก็ออกครับ.. สักพักพนักงานก็จะเดินมาแจกขนม ของว่าง และน้ำผลไม้ จนมาถึงแถวสุดท้ายที่ผมนั่ง พนักงานก็ยื่นมาให้ผม แล้วก็เดินกลับไปเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่ให้ผู้หญิงที่นั่งแถวเดียวกับผมเลย ตอนนั้นคิดแค่ว่าคงของหมด เลยไปเอาใหม่..

สมัยนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟนให้เล่นเหมือนสมัยนี้ สิ่งที่บันเทิงสำหรับผมที่สุดตอนนั้นก็คือ เครื่องเล่น MP3 เครื่องเล็กๆ ครับ ก็งัดเอาออกมาเสียบหูฟัง หลุดไปในโลกส่วนตัว ฟังจนเผลอหลับไป นานแค่ไหนก็ไม่รู้ครับ ตื่นมาอีกทีในรถมืดมาก แค่พอมีแสงสลัวๆ บางช่วงจากไฟข้างทาง ผมก็หันไปมองที่นั่งแถวผม อ้าว? ที่นั่งว่างเปล่า ผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน เลยพยายามมองหารอบๆ แต่ก็คิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำ ก็ไม่ได้สนใจ ผมหันหน้าออกทางหน้าต่างจะนอนต่อ กำลังจะหลับตาเท่านั้นล่ะ มีไฟสะท้อนแว่บเข้ามาที่กระจก ผมเห็นเงาสะท้อนเป็นผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ที่เดิม! เลยหันไปมองอีกที ก็เห็นเธอนั่งอยู่จริงๆ นั่งท่าเดิมเลย คือนั่งนิ่งๆ ก้มหน้า หลังตรงไม่พิงพนัก ตอนนั้นผมก็เริ่มงงๆ นะครับ แต่ก็สู้ความง่วงไม่ไหว เลยเผลอหลับไปอีก..

ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่าที่นั่งผมมันอึดอัด เลยลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงคนนั้นย้ายมานั่งอยู่ข้างๆ ผมแล้วครับ นั่งก้มหน้าเหมือนเดิมเลย ผมก็เริ่มแปลกๆ ละ กลัวจะเป็นพวกมิจฉาชีพ ผมนี่ไม่กล้านอนต่อเลยทีนี้.. นั่งไปสักพักเธอก็เริ่มสะอื้นเหมือนคนร้องไห้.. ผมก็หันไปมอง แอบคิดในใจ ว่าคนนี้เค้าเป็นอะไรเนี่ย เลยนั่งหันหลังให้มองไปทางหน้าต่าง เธอก็ยังคงกระซิกๆ อยู่อีก จนสักพักก็เริ่มเงียบไป ผมนี่ถอนหายใจเลย.. สักพักจากเสียงร้องไห้เปลี่ยนเป็นหัวเราะครับ หัวเราะแบบอยู่ในคอเบาๆ หึๆๆ ไม่หยุด ผมเริ่มหงุดหงิดแล้วเลยบอกว่า ‘คุณครับช่วยเบาๆ หน่อยได้ไหมครับ ผมจะนอน..’ พี่คนที่อยู่เบาะหน้าผมก็หันมามองแล้วทำหน้าแปลกๆ สักพักเธอก็ยอมเงียบไป

ผมได้นอนหลับยาวหน่อย ไปตื่นอีกทีตอนตี 1 เลยครับ รถจอดอยู่ที่ปั๊ม เปิดเพลงเปิดไฟ และประกาศว่าขณะนี้รถจอดพักเติมน้ำมัน และให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ ตอนนั้น ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ผมไม่อยู่แล้ว.. ผมก็ลงไปเข้าห้องน้ำ พยายามมองหาเธอตลอด แต่ก็ไม่เจอ จนหมดเวลาพักก็ขึ้นรถไปนั่งที่เดิม พอรถจะออกพนักงานก็มาเสริฟกาแฟร้อน ชาร้อน ผมเลยลองตะโกนถามพนักงานว่า ‘ผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านข้างผมหายไปไหน? รถได้จอดให้ผู้โดยสารลงที่ไหนก่อนหรือเปล่า?’ พนักงานตอบผมว่า ผู้หญิงคนไหนคะ? ไม่มีนี่คะ?’ ผมบอก ‘ก็เนี่ย เค้านั่งแถวหลังกับผม ตั้งแต่ออกจากเชียงรายแล้ว..’ พนักงานเค้าก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีใคร.. ผมเริ่มหน้าเสีย เลยสะกิดพี่คนที่นั่งเบาะหน้าผม ถามว่า ‘คุณเห็นคนที่มานั่งข้างผม แล้วผมบอกให้เงียบหน่อย จำได้ไหมครับ?’ พี่เค้ากลับบอกว่า ‘อ้าว!? ไม่ได้หมายถึงชั้นเหรอ ที่ว่าให้เงียบ ตอนแรกก็งง ว่าก็ไม่ได้เสียงดังอะไร..’ ตอนนั้นคนในรถเริ่มมองผมเป็นตัวประหลาด และคงคิดว่าผมเมายา ไม่ก็บ้าแน่ๆ

เอาละสิครับทีนี้ ผมขนลุกซู่ทันที สัญชาตญาณมันบอกผมว่า ผมโดนเข้าอีกแล้ว! ผมเลยขอโทษพนักงาน กับพี่คนข้างหน้า และพูดกลบเกลื่อนไปว่า ‘สงสัยผมคงฝัน และละเมอไป..’ สักพักรถก็ปิดไฟ คราวนี้ผมไม่กล้ามองไปที่เบาะข้างๆ แล้วครับ และด้วยความเพลียผมก็เผลอหลับไปอีก.. แต่สักพัก ผมก็ต้องตื่นเพราะเสียงร้องไห้อีกแล้วครับ พอลืมตาตื่นมา จังๆ เลยครับ ผู้หญิงคนเดิมมานั่งอยู่เบาะข้างๆ นั่งท่าเดิม ก้มหน้าร้องไห้เหมือนเดิม! ช่วงเวลานั้น ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าผมรู้สึกยังไง มันขนลุก ปวดขี้ ปวดเยี่ยว อย่างบอกไม่ถูกเลย ผมรีบหันหลังให้ ดึงผ้าห่มมาคลุมโปง คิดในใจว่า อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย อยากได้อะไรมาบอกผมดี ๆ ผมจะทำบุญไปให้ จู่ๆ ก็มีเสียงลอยเข้ามาในหัวผมว่า ‘จริงเหรอ?’ ผมเลยตอบแบบสั่นๆ

RELATED TOPICS: , ,