เตือนภัยหน้าฝน!! งูมีพิษที่ผู้คนมักจะถูกกัดอยู่บ่อยๆ

login 4 general

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ ออกมาระบุว่า ช่วงเวลานี้ของประเทศไทยเป็นช่วงฤดูฝนจึงอยากให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษชนิดต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะสัตว์เลื้อยคลานอย่าง “งู” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วงูมักจะอาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมใกล้ๆ ตัวเราอย่างบริเวณสวนข้างบ้าน ทุ่งหญ้า ป่า หรือในแม่น้ำ สำหรับงูมีพิษที่ผู้คนมักจะถูกกัดอยู่บ่อยๆ มีด้วยกัน 7 ชนิด คือ
1. งูเง่า
2. งูกะปะ
3. งูจงอาง
4. งูแมวเซา
5. งูสามเหลี่ยม
6. งูทับสมิงคลา
7. งูเขียวหางไหม้

เมื่อถูกงูกัดจะต้องตรวจสอบก่อนว่างูมีพิษหรือไม่ ซึ่งพิษของงูสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ คือ
1. พิษต่อระบบประสาท ที่จะออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตตามส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อ เช่น ลืมตาไม่ได้ กลืนอาหารลำบาก ระบบหายใจติดขัดจนทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต งูที่มีพิษต่อระบบประสาท คือ งูเห่า งูจงอาง และ งูสามเหลี่ยม
2. พิษต่อโลหิต เมื่อโดนกัดจะมีอาการเลือดออกตามส่วนต่างๆ ของผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด และปัสสาวะเป็นเลือด งูที่มีพิษต่อโลหิต คือ งูแมวเซา งูกะปะ และ งูเขียวหางไหม้
3. พิษต่อกล้ามเนื้อ คือ งูทะเล เมื่อโดนกัดพิษจะเข้าไปทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่กล้ามเนื่อเป็นอย่างมก และมีปัสสาวะสีดำ เนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย
4. พิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อโดนพิษชนิดนี้จะมีอาการลืมตาไม่ขึ้น แขนขาหมดแรง กระวนกระวาย ลิ้นแข็ง กลืนน้ำลายลำบาก กล้ามเนื้อที่ช่วยในระบบหายใจเกิดการอัมพาต ส่งผลให้เสียชีวิตได้ งูที่มีพิษเหล่านี้ คือ งูเห่า และ งูจงอาง

แนวทางการรักษา คือ ต้องประเมินผู้ป่วยและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น โดยการซักประว้ติ ตำแหน่งที่ถูกงูกัด บริเวณที่ถูกงูกัด อาการที่เกิดขึ้นหลังถูกงูกัด และที่สำคัญคือถามชนิดงูที่กัด เพื่อที่จะให้แพทญ์ทำการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ลดโอกาสในการเสียชีวิตให้น้อยลง ซึ่งก่อนที่จะมาพบแพทย์ควรทำความสะอาดบริเวณที่ถูกกัดก่อน แล้วจึงนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว นอกจากระมัดระวังแล้ว คุณควรหลีกเลี่ยงการเดินในทางที่แคบและรกในเวลากลางคืน แต่ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ ควรสวมรองเท้าหุ้มข้อเท้า ใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว และเตรียมไฟฉายไปด้วย