เกล็ดความรู้ งูกัดต้องทำอย่างไร

บ้านเราถ้าหากว่าเริ่มเข้าหน้าฝนก็มักจะมีงูโผล่มาให้เห็นกันบ่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่งูเข้าบ้าน หรือไม่ว่าจะไปโผล่ในชักโครก ซึ่งบางคนก็อาจจะโชคร้ายจนถูกงูกัดเข้าไปได้ และถ้าหากว่าโชคร้ายไปยิ่งกว่านั้นเป็นงูที่มีพิษหากรักษาไม่ทันก็อาจจะอันตรายต่อชีวิตได้ แต่ถ้าเกิดว่าเรานั้นรู้จักวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก็อาจจะช่วยผ่อนจากหนักให้กลายเป็นเบาได้ และการปฐมพยาบาลนั้นก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้พิษงูแล่นเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่าเดิม และสำหรับงูที่มีพิษในประเทศไทยนั้นได้แบ่งออกเป็น 4ประเภทด้วยกันคือ

-งูที่มีพิษต่อประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา อาการคือกล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแรงสิ่งแรกคือหนังตาตก

-งูที่มีพิษต่อระบบเลือด เช่น  งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้

-งูที่มีพิษต่อกล้ามเนื้อ เช่น งูทะเล

-งูที่มีพิษอ่อน เป็นกลุ่มงูพิษเขี้ยวหลัง

วิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

กรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณะสุข ได้แนะนำวิธีการดูแลและรักษาคนเจ็บก่อนมาถึงโรงพยาบาล เพื่อเป็นการชลอพิษไว้ก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาลมีดังนี้

1.พยายามให้บริเวณที่ถูกงูกัดนั้นเคลื่อนไหวน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉาะอวัยวะที่ถูกงูกัด ซึ่งจะชลอการซึมของพิษงูเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด

2.ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ห้ามกรีด ดูด จี้ไฟ หรือตัด หรือทำการพอกใดๆบริเวณแผลที่ถูกงูกัด เนื่องจากว่าอาจจะมีการติดเชื้อได้และการดูดแผลงูกัด ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับผู้ดูดพิษได้เช่นกัน

3.นำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด และถ้าเกิดว่าหางูไม่เจอก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหางู เพราะปัจจุบันแพทย์ได้มีการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูมาแล้วทั้งหมด 7ชนิดด้วยกันครับ