อาการมือเท้าชาเป็นภัยเงียบของโรคใดบ้าง

สำหรับคนที่ทำงานหนักและไม่ค่อยได้ดูแลร่างกาย ส่วนมากแล้วนั้นสิ่งที่มักเกิดคือเกิดภาวะของโรคแทรกซ้อนต่างๆ มีอาการป่วยเล็กๆน้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออาการมือเท้าชา ในบางรายก็ไม่ใส่ใจอะไรมาก เพราะคือกว่าเป็นเรื่องปกติของร่างกายที่จะมีอาการชาในบางครั้ง แต่แท้จริงแล้วอาการชานั้นก็มีสาเหตุ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากมายหลายชนิดเช่นกัน ดังนั้นมาดูโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาการชาของมือและเท้าว่าจะมีความเสี่ยงเป็นโรคชนิดใด ดังนี้

  • อาการมือเท้าชาอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคประจำตัวเรื้อรัง คนที่มีโรคประจำตัวต้องหมั่นใส่ใจตัวเองเพราะอาหารมือเท้าชานั้นก็มีผลต่อความผิดปกติของร่างกายทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบกับการทำงานของระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าได้ เช่น โรคไต โรคตับ โรคหลอดเลือด ภาวะอักเสบเรื้อรัง และภาวะขาดฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
  • อาการมือเท้าชาอาจเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อ อาการชานั้นอาจเกิดได้จากร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินบีทำให้เกิดภาวะที่จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เช่น การติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • อาการมือเท้าชาอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีอาหารป่วยจากโรคเบาหวานอยู่แล้ว อาการชาปลายมือปลายเท้าจะบอกให้ทราบถึงภาวะของโรคเบาหวานที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยอาจต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เข้มงวดมากกว่านี้ หรือหากอาการชาไม่หาย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติที่แท้จริงโดยเร็ว
  • อาการมือเท้าชาอาจเสี่ยงต่อการเป็นภาวะขาดไทรอยด์ ซึ่งอาจมีอาการตะคริวเกิดขึ้นบ่อย ๆ ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ปวดตามกล้ามเนื้อ
  • อาการมือเท้าชาอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรครูมาตอยด์ อีกโรคที่สำคัญห็คือโรคเกี่ยวกับไขข้อกระดูก เก๊าท์ ซึ่งอาจส่งผลให้มาอาการชาบริเวณมือและเท้่าได้ เนื่องจากภาวะบกพร่องของกระดูกและข้อ ซึ่งอาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือดได้
  • อาการมือเท้าชาเกิดได้จากพิษสุราเรื้อรัง ส่วนมากแล้วนั้นอาจเกิดได้จากการติดสุราอย่างหนัก และทำให้รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายขาดวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าได้

โดยอาการชาที่มือและเท้านั้นส่วนมากเกิดในเพศหญิง  เพราะเพศหญิงมีแนวโน้มจะใช้งานข้อมือบ่อยกว่าเพศชาย ทั้งการทำหน้าที่แม่บ้าน ปัด กวาด เช็ดถู ดูแลเสื้อผ้า เป็นแม่ครัว ช่างทำผม เป็นต้น อีกทั้งในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างช่วงก่อนเป็นประจำเดือน หรือช่วงหมดประจำเดือน  ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยหากมีอาการต่างๆหมั่นสังเกตหากไม่หายก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจแก้ไขหาโรค