ออง ซาน เข้าแก้ต่าง ประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

ออง ซาน เข้าแก้ต่าง ประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน กองทัพเมียน มาใช้ปฏิบัติการกวาดล้างชาวมุสลิม โรฮิงญา ในรายงานของคณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลหลักฐาน นานกว่า 15 เดือนเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์และสัมภาษณ์พยาบาลประมาณ 900 คน ระบุว่ากองทัพเมียนมา สังหารทรมานและข่มขืน ชาวโรฮิงญา ซึ่งเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และส่งผลให้ชาวโรฮิงญากว่า 7 แสนคน อพยพหนีความรุนแรงไปบังกลาเทศ จนกลายเป็นวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ออกจากจุดที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ถือเป็นผู้นำของเมียนมาร์

หลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้มาโดยตลอด จนทำให้เธอถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาล เมียนมาร์ โดยไม่สนใจชะตากรรมของชาวโรฮิงญา จนทำให้เธอถูกรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนไปแล้ว หลายรางวัลผู้ยื่นฟ้องซูจีต่อศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศหรือศาลโลก ก็คือรัฐบาลแกมเบีย ที่ยื่นฟ้องในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในนามขององค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือ และสนับสนุนชาวมุสลิมทั่วโลก ให้ยืนหยัดได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคมรัฐบาลแกมเบีย กล่าวหาว่าในปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญา รัฐยะไข่

จึงเริ่มต้นวันที่ 9 ตุลาคมปี 2562 ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา โดยใช้วิธีสังหารหมู่ ข่มขืนใช้ความรุนแรงทางเพศ เผาทำลายหมู่บ้าน ซึ่งหลายครั้งเขาคนที่อยู่ในบ้านด้วย ข้อเรียกร้องของแกมเบียต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือ ต้องการให้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาลงโทษรัฐบาลเรียนมาจะต้องจ่ายเงินชดเชย ให้กับผู้เสียหายและที่เร่งด่วน คือ ต้องการให้ความต้มยาในเมียนมาร์ ยุติลงทันทีที่ขึ้นด้วยการต่อศาลโลก กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมาเพื่อยืนยันว่า ปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาร์ แล้วราชธานีมีเป้าหมาย เพื่อปราบปรามการก่อการร้าย ของสมาชิกยาที่จุดขึ้นภายใน และไม่มีเจตนาที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์