หลายจังหวัดย้ำจุดยืน ต้านสารเคมีเกษตร 3 ชนิด

หลายจังหวัดย้ำจุดยืน ต้านสารเคมีเกษตร 3 ชนิด

มีการสนับสนุนการแบนสารเคมี ถูกนำไปปิดบริเวณหน้าโรงพยาบาลขอนแก่น ร่วมแสดงจุดยืนสนับสนุน ให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกการใช้สารเคมีการเกษตร 3 ชนิดก็คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสท ในวันพรุ่งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดเผยว่า เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคสนับสนุนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิก การใช้การผลิตการนำเข้าสารเคมี การเกษตรทั้ง 3 ชนิด โดยเครือข่ายจะฟ้องดำเนินคดีทันที ถ้าหากว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่แบนสารเคมีเหล่านี้ กรรมการวัตถุอันตรายเที่ยวนี้ ไม่ยึดบนผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ซึ่งเราเชื่อว่าผู้บริโภค เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่บริโภคอาหารกลุ่มนี้ แล้วก็บริษัทขนาดใหญ่ก็มีนโยบายอย่างเช่นยกตัวอย่าง มิตรผล น้ำตาล เขาก็ไม่ใช้สารเคมีกลุ่มนี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราได้ ตักเราก็ต้องตัดสินใจคุยกันแล้ว เราเชื่อว่าถ้าไม่มี แต่ว่าเราอยากเห็นว่ากรรมการ วัตถุอันตราย ควรจะตัดสินใจจากข้อมูลชุดใหม่ ที่มีมากขึ้นว่ามันเป็นอันตราย กับทุกส่วนทุกฝ่าย และเราอยากเห็นกรรมการ วัตถุอันตรายลงมติอย่างเปิดเผย เช่น เดียวกับเครือข่าย สนับสนุนการแบนสารพิษ ที่มีอันตรายร้ายแรง ในหลายจังหวัดช้างจังหวัดมหาสารคาม สุพรรณบุรี ลพบุรี เชียงใหม่ สตูล และจังหวัดตรัง

โดยเฉพาะเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารภาคใต้ และเครือข่ายภาคประชาชน จังหวัดสงขลา ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรีผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกร้อง ขอให้มีการประกาศยกเลิก การใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ภายในสิ้นปีส่วนการลงมติของคณะกรรมการ วัตถุอันตรายมีวันพรุ่งนี้

ขอให้เป็นการลงมติแบบเปิดเผย รวมทั้งขอให้รัฐบาลสนับสนุน และส่งเสริมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน การทำเกษตรที่ใช้สารเคมี ไปสู่การทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี และปลอดภัยตรงข้าม กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ตำบลหนองกวาง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นได้ ชาวไร่อ้อยที่ยังจำเป็น ต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดด้วยการ ขอให้ชะลอการแบนออกไปก่อนจนกว่า จะหาสถานที่อื่นทดแทน

ส่วนผู้ประกอบการร้าน จำหน่ายสารเคมีเกษตร จังหวัดน่าน ก็บอกว่าเห็นด้วย กับนโยบายการจำกัดการ ใช้หรือว่างดใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด ควรจะยืดเวลาให้ร้านค้าหรือเกษตรกร ที่สร้างหลักครรภ์ และควรหาทางเยียวยา โดยเฉพาะร้านค้าที่มีการสั่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาจำนวนมากตลอด จนควรให้ความรู้แก่เกษตรกร ในการหาสารทดแทน เพื่อลดความเดือดร้อนของเกษตรกร