ศาลาสยอง กับ คืนรถเสีย

           เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับลุงและหลานชายของผม โดยลุงได้เล่าให้ผมฟังเอง เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน

สมัยลุงแกมีร้านขายกล้าไม้ พันธุ์ไม้ ไม้ผลบ้าง และอีกหลายอย่างเลยครับ แล้วจะมีบางครั้งที่ต้องขับรถไปรับพันธุ์ไม้จากที่อื่น

หรือไม่ก็มีลูกค้าสั่งให้ไปส่งบ้าง ซึ่งเวลาไป แกก็จะไปกับลูกชายของแก ซึ่งเป็นหลานผมเองครับ และเรื่องมันก็เกิดขึ้นตอนเอาต้นไม้ไปส่งลูกค้านี่ล่ะครับ

 

 

ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าฝน ลุงต้องขับรถเอากล้ามะม่วงไปส่งให้ลูกค้ารายหนึ่งในจังหวัดเชียงราย

ปกติเวลาไปส่ง ลุงมักเลือกเวลาเดินทางช่วงเวลากลางคืนเสมอ เพราะมันไม่ร้อน แถมรถก็ไม่เยอะด้วย ขับสบาย คือออกจากบ้าน2 ทุ่ม

ระหว่างลุงขับไปถึงช่วงทางขึ้นเขาช่วงเลยอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ อยู่ดี ๆ รถลุงก็เกิดเสียขึ้นมา.. “คิดดูครับ บนเขาเวลาประมาณเที่ยงคืน จะไปหาช่างที่ไหน”

ลุงเลยจอดรถไว้ข้างทาง โชคดีครับ! ที่ตรงนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดพักรถพอดี แล้วจุดพักรถมันจะมีศาลาอยู่ ลุงเลยตัดสินใจพาลูกชายไปนอนกันที่ศาลาดีกว่า

ก่อนที่จะเดินไปศาลาก็ล็อครถไว้ แล้วหอบที่นอนหมอนมุ้ง (ซึ่งเวลาเดินทางไกล ๆ แบบนี้ ลุงจะเตรียมติดไว้เผื่อฉุกเฉิน)

 

 

พอลุงเดินมาถึงศาลา ก็เดินสำรวจดูรอบ ๆ ลุงเล่าว่าสภาพแวดล้อมในช่วงนั้นมันช่างเปลี่ยวมืดได้ใจมากๆ

ครับตรงศาลานั้นไม่มีไฟทางเลย จะมีอีกทีก็เลยศาลาไปอีกไกล แสงมันก็ส่องมาไม่เต็มที่ล่ะครับ

มองไปรอบ ๆ ก็มีแต่เขากับป่า..วังเวงชะมัด สภาพศาลาก็ดูโทรม ๆ เหมือนไม่ค่อยมีใครมาพักสักเท่าไร แต่ลุงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

ขอแค่มีที่นอนข้ามคืนก็พอ เช้าค่อยโทรหาช่างที่รู้จักกันให้มาดูรถให้ ทั้งพ่อลูกก็จัดแจงปูเสื่อ ปูที่นอน และกางมุ้ง

เพราะในป่าไม่ต้องพูดถึง ยุงเยอะมาก พอนอนกันไปสักพัก กำลังเคลิ้มๆ จะหลับไม่หลับแหล่ หูก็พลันได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรอยู่ใต้ศาลา

คือศาลาริมทางนี้จะยกสูงขึ้นมาจากพื้นสักเมตรหนึ่งได้ครับ แล้วใต้ศาลามันจะมีหญ้าขึ้นอยู่เสียงที่ได้ยินนั้น ลุงว่าเหมือนเสียงอะไรดิ้นแรง ๆ

จนเสียงหญ้าด้านล่างดัง “สวบๆๆๆ” ลุงก็คิดว่าจะเป็นพวกหนูมาหาอะไรกินหรือเปล่า? ก็เลยไม่ได้สนใจ แล้วพยายามข่มตานอนให้หลับต่อ..

 

 

แต่เสียงนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กลับดังขึ้นเรื่อย ๆ ลุงก็คิดในใจว่า “หนูห่าอะไรมันจะเยอะขนาดนี้วะ?”

พอสิ้นความคิดเท่านั้น ลุงก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงพูดปนสะอึกสะอื้น จับใจความได้ประมาณว่า “ฮือ…อย่า ทำหนูเลย.. หนู หนูกลัวแล้ว..”

เสียงนั้นเย็น ๆ ยาน ๆ บวกกับเสียงสะอึกสะอื้นเป็นระยะ ๆ จนลุงเห็นท่าไม่ดี เลยปลุกลูกชายขึ้น ลูกชายถามลุงว่า “ปลุกทำไม มีอะไรพ่อ?”

ลุงก็ถามลูกแกว่า “มึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยหรือไง?” แล้วก็บอกให้ลูกแกลองตั้งใจฟังดี ๆ ลูกแกก็พยักหน้า ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ

เสียงใต้ศาลานั้นก็ดังขึ้นอีก! คราวนี้มีทั้งเสียงดิ้น เสียงร้อง แบบเหมือนมีคนต่อสู้กัน มีเสียงพูดว่า “อย่าทำกูๆๆ อย่าฆ่ากูๆๆ”

ลุงกับลูกแกทั้งสงสัย ทั้งกลัว เลยค่อยๆ แหวกเสื่อที่นอนอยู่ โดยพยายามแหวกให้ตรงร่องพื้นไม้ของศาลา พอมองลงไปเท่านั้นล่ะ!

ให้ตายเถอะ!! ลุงเห็นร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ใส่ชุดนักศึกษา กำลังนอนดิ้นๆๆๆ เหมือนขัดขืนอะไรสักอย่าง เอามือจับคอตัวเอง

เหมือนว่ากำลังดึงอะไรออกจากคอของเธอ ที่สยองคือ สภาพของผู้หญิงคนนั้นมีเลือดหนองไหลเต็มไปหมด

ตาเหลือกโปน ปากก็อ้ากว้างแทบถึงหูเลย! ทั้งสองพ่อลูกเห็น ภาพนั้นถึงกับตะลึง ตัวชาหน้าชาไปหมด แขนขาแทบไม่มีแรง ขนหัวลุกทั้งหัว

นอนดูแบบนิ่งๆ เหมือนโดนสะกด แล้วอยู่ ๆ ร่างนั้นก็หยุดดิ้น นอนหงายนิ่งจ้องมองขึ้นมา แล้วเผละยิ้มให้สองพ่อลูก

ก่อนจะพูดว่า “เห็นแล้วไม่คิดจะช่วยกูเหรอ?” เท่านั้นล่ะครับ ทั้งลุงทั้งหลานผมกระโจนแบบออกจากศาลาแทบไม่ทัน ทิ้งที่นอนหมอนมุ้งไว้ตรงนั้นล่ะ

แล้ววิ่งไปนั้งกอดกันอยู่หน้ารถ ทั้งสวดมนต์ ทั้งกำพระที่อยู่หน้ารถ นอนขดอยู่เบาะหน้าจนเผลอหลับไป พอเช้าจึงรีบโทรให้ช่างมาซ่อมรถให้

 

 

พอช่างมาถึง ลุงจึงรีบถามว่า “ตรงศาลานั้นเคยมีอะไรไหม?” ช่างมองไปที่ศาลา ทำหน้าตกใจก่อนจะถามกลับว่า

“อย่าบอกนะ เมื่อคืนพากันไปนอนตรงนั้น? เคยมีพวกสิบล้อผ่านมานอนแล้วเจอกันแทบทุกคน..

ตรงใต้ศาลานั่นม่ะ เคยมีคดีฆ่าข่มขืนนักศึกษา แล้วหมกศพไว้ใต้ศาลา กว่าจะมีคนมาเจอก็หลายวันแล้ว

จนศพขึ้นอืดดูไม่ได้..” ตอนลุงเล่าให้ผมฟังขนยังลุกไม่หายเลย..