รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 หนังไทยแอ็คชั่นที่คิดถึง

รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 หนังไทยแอ็คชั่นที่คิดถึง

เรื่องราวของ หลังจากที่พ่อของพระเอก ถูกฆ่าตาย สุมไฟแค้น ออกตามล่าหาตัวฆาตกร จนได้พบกับองค์กรพลังจักรวาลที่ นำโดยครูเมย์ ที่เป็นเหมือนไลฟ์โค้ชสาวใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง ของผู้นำวัตถุสายเวทย์และมีมือขวาคนสนิท ที่ช่วยตามล่าสินค้า โดยทั้งคู่นั่นตกเป็นเป้าหมายสำคัญ ของตัวเอกที่หวังจะออกตามล่าฆาตกรของคน ที่ฆ่าพ่อของเขา เพียงเพื่อชิงเหล็กไหล วัตถุมงคลมากพุทธคุณ และสงครามอาคมครั้งนี้ก็ได้ นำเอามือปราบสาวไฟแรง ที่ต้องมาต่อกรกับสงครามเวทย์มนต์ดำ ในครั้งนี้อีกด้วย และยังมีสึกที่เริ่มจะดูยิ่งใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตาคือ อิทธิ ที่นำแสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช อดีตผู้กองจอมขมังเวทย์ในตํานานได้ ปรากฏตัวและสงครามไสยศาสตร์คราวนี้ จะจบลงเช่นไรก็ต้องไปติดตามได้ในวันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ต้องบอกเลยว่า เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทิ้งห่างจากภาคแรก ไปถึง 15 ปีเลยก็ว่าได้ ที่ได้รับการสร้างโดยผู้กำกับคนเดิมได้กลับมา หรือปัดภาคต่อในจอมขมังเวทย์อีกครั้ง โดยเป็นสิ่งที่เราสังเกตเห็นได้เลย ก็คือการเก็บเล็กผสมน้อย ในเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ นำมาสอดแทรกในหนังสือเหมือน เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ ด้านความเชื่อความศรัทธา หรือความงมงายย่อมๆเลยก็ว่าได้ ในการนำมารวมประกอบกับหนังได้อย่างลงตัวกันเลยก็ว่าได้ ถึงแม้จะเป็นการล้อเลียนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในสังคมไทย ที่ดูแล้วจะต้องร้องอ๋อกันเลยก็ว่าได้

สำหรับนักแสดงต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ตัวอย่างหนังออกมาเรียกว่า ขนตัวนักแสดงกันมาอย่างคับคั่งและดึงดูดคนดูไม่น้อยเลยก็ว่าได้ และแทบจะไม่ต้องห่วง เรื่องฝีมือการแสดงกันเลยก็ว่าได้ และน่าจับตามองมากๆคือ นักแสดงรุ่นใหม่ อย่าง หมาก ปริญ พี่ก็ต้องยอมรับเลยว่าเอาอยู่หมัดกันเลยทีเดียว ในการแสดงภาพยนตร์ ที่ทำให้คนดูรู้สึกอินไปกับ การร่ายเวทหรือ ท่องคาถามนต์ดำ ต่างๆที่เรียกได้ว่าตอบโจทย์และรวมไปถึง ดาราสมทบต่างๆมากมาย ก็ต้องยกนิ้วให้เลยว่าเป็นการแสดง หรือพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีการแสดงที่ทำให้คนดูจะหลงรัก ในทุกตัวละครอีกด้วย

สำหรับฉากแอ็คชั่น เป็นอะไรที่สุดยอดมาก แม้หนังจะดูออกเลยว่าเป็นทุนสร้าง ที่มีการจำกัดเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีความต้องการของผู้กำกับ ที่สามารถนำเสนอมุมมองแอคชั่นใหม่ๆ ให้เราหรือผู้ชมดูน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก แม้ฉากต่อสู้ระยะประชิดจะใช้การตัดต่อ เข้ามาช่วยเยอะไปหน่อย จนขาดความดิบอันน่าตื่นเต้นไปบ้าง แต่ฉากไสยศาสตร์ต่างๆก็เรียกว่าจัดเต็ม เป็นอย่างมาก แม้ว่างาน CGI เราจะสู้ในระดับ ต่างประเทศไม่ได้ แต่ก็ต้องชื่นชมเลยว่าเรามาไกลเลยทีเดียว

ซึ่งภาพรวมแล้ว ถือว่าเป็นหนังไทย ที่ให้ความบันเทิงได้ไม่ขี้เหร่เลยก็ว่าได้ บทหนังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่มีความน่าสนใจ เป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เดินเรื่องเป็นเส้นตรงอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่ก็ทดแทนได้จากการต่อสู้ และพลังการแสดงอันเข้มข้นของนักแสดง ซึ่งแนะนำอย่างเดียวเลยก็คือควรดูภาคแรกก่อน