ผอ.โรงบาล แจ้งแล้ว หลังพ่อแม่เด็กร้องเรียก ผู้ช่วยพยาบาลทำพลาดตัดนิ้วลูกแรกเกิด

ผอ.โรงบาล แจ้งแล้ว หลังพ่อแม่เด็กร้องเรียก ผู้ช่วยพยาบาลทำพลาดตัดนิ้วลูกแรกเกิด

เรื่องมีอยู่ว่า มีคุณพ่อ คุณแม่ ได้เข้าร้องเรียนว่าเอาลูกไปคลอดที่โรงพยาบาล แห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต ปรากฏว่าทางโรงพยาบาล พลาดโดนนิ้วลูกสาว ที่พึ่งจะลืมตาดูโลกนิ้วเกือบขาด และทางคุณพ่อ คุณแม่ คู่นี้ก็ได้ไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม แล้วก็เอาเอกสารหลักฐานให้ไปยื่นด้วยว่าลูกสาว ถูกผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดภูเก็ต

คือจะตัดผ้าก๊อซ ปรากฏว่าไปโดนนิ้วเด็กนิ้วขาดไปเลย คุณหมอก็ให้น้ำเกลือลูกสาว จนกระทั่งหลังมือ แขนมันบวม เพราะว่าเหมือนกับแทงเข็มผิดเส้น หลังจากนั้นก็พาเด็กเข้าไปห้อง เพื่อที่จะถอดสายน้ำเกลือก็ต้องเอาผ้าก๊อซที่พันมือเด็กอยู่ออกก่อนก็เลยตัดผ้าก๊อซ จังหวะตัดผ้าก๊อซ ตัดไปโดนนิ้วเด็ก

คุณหมอออกมาแจ้งกับทาง พ่อกับแม่ ว่าต้องทำใจแล้ว พอดีกรรไกรมันพลาดไปตัดปลายนิ้วก้อยนิ้วข้างซ้าย ของเด็กถูกตัดจนขาด สาเหตุเพราะว่ากรรไกร เอาไปตัดผ้าก๊อซ พลาดไปโดนนิ้ว ซึ่งหนังสือยินยอม ให้ทางโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วย มาให้คุณพ่อกับคุณแม่เซ็นฉบับหนึ่ง คุณพ่อกับคุณแม่จำเป็นต้องเซ็น เพราะว่าต้องให้คุณหมอรักษาลูกต่อ

ประเด็นก็คือจนถึงตอนนี้ ผ่านมา 3 เดือนแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ บอกว่ายังไม่เคยได้รับการเยียวยาใดๆ จากทางโรงพยาบาลเลย ดังนั้น จึงขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาวด้วย โตขึ้นมาก็จะเป็นคนพิการ นิ้วก้อยมันหายไป

ส่วนในมุมของทางโรงพยาบาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต คุณหมอเฉลิมพงษ์ สุคนธผล ที่แจ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า คลอดวันที่ 5 กันยายน แล้วก็นอนพักกับคุณแม่อยู่ที่หอผู้ป่วย มีอาการตัวเหลือง น้องก็กลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกรอบ แล้วมันเกิดความผิดพลาด

จากการถอดสายน้ำเกลือ ตัดพลาสเตอร์แล้ว ไปโดนปลายนิ้วก้อยมือข้างซ้ายขาด ไปประมาณเกือบครึ่ง ศัลยกรรมกระดูกต่อนิ้ว และซ่อมแซมตกแต่งบาดแผลให้แล้ว

ทางด้านผอ. หลังจากทราบเรื่องก็เยี่ยมเด็ก เยี่ยมญาติ ขอโทษแล้ว แสดงความเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และโรงพยาบาลการดูแลน้องอย่างดี ดูแลต่อเนื่องตลอด และเบื้องต้นได้ให้การเยียวยาไปแล้วก็คือ เป็นไปตามมาตรา 44 ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รายละไม่เกิน 200,000 บาท

คุณหมอบอกว่าก็จะใช้ระยะเวลา ในการดำเนินการช่วงหนึ่ง ก็เจรจาพูดคุยว่า ต้องเป็นตามนั้น ตามสิทธิ์ของผู้ป่วย แต่ตอนนี้จะใช้งบประมาณของโรงพยาบาล ในการเยียวยาไปก่อน แต่ยังไม่ได้ตกลงจำนวนเงินว่า จะเป็นเท่าไหร่