บทเรียนสำคัญของสื่อ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บทเรียนสำคัญของสื่อ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เพิ่งจะผ่านพ้นไปมีข้อสังเกตว่าทุกฝ่าย คงจะต้องกลับมาทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งก็รวมถึงสื่อมวลชนด้วย คุณเสาวลักษณ์ในต่างประเทศมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ กัน เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง สื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ไปกระทบกับเจ้าหน้าที่ มีอะไรบ้างวันนี้ก็เลยเอาตัวอย่างมาให้ดู 2 กรณี

โดยที่มีเหตุการณ์ที่อดีตตำรวจฟิลิปปินส์ ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม มาก่อเหตุยึดรถบัสแล้วก็จับนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง เป็นตัวประกันปรากฏว่าในระหว่างนั้นก็นำเสนอ มีการรายงานข่าวสดปรากฏว่าไปให้ข้อมูลการเคลื่อนไหว ของตำรวจที่ว่านักแม่นปืนประจำการอยู่ตรงจุดไหน

อันนี้ก็เลยส่งผลกระทบต่อภารกิจช่วยเหลือตัวประกัน แล้วก็อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นเหตุการณ์จับตัวประกันที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันนี เมื่อ 48 ปีก่อน

ผู้ก่อเหตุกลุ่มก่อการร้าย ที่เรียกตัวเองว่า Black September ผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 8 คนค่ะมีอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในหมู่บ้านโอลิมปิก ซึ่งเป็นที่พักของนักกีฬาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายนปี 2515 แล้วก็เข้าไปจับตัวนักกีฬา และเจ้าหน้าที่เขาอิสราเอล 11 คนเป็นตัวประกัน

โดยเงื่อนไขของผู้ก่อการร้าย คือ ต้องการให้รัฐบาลอิสราเอล นั้นปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์ 234 คนแต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธทันที เนื่องจากว่าไม่มีนโยบายเจรจากับผู้ก่อการร้าย แม้ว่ารัฐบาลเยอรมนี จะเสนอให้ผู้ก่อการร้าย บอกว่าสามารถเรียกเท่าไหร่ก็ได้ แต่กลุ่ม Black September ไม่ยอมรับเลยบอกว่าเงินไม่มีความหมาย สำหรับพวกเขา ซึ่งในระหว่างที่มีการเจรจา

ตำรวจเยอรมนี ก็พยายามหาทางเข้าไปในอาคาร เพื่อไปช่วยเหลือตัวประกันมีการเคลื่อนกำลังพลประจำจุดแล้วก็สถานีโทรทัศน์หลายช่องถ่ายทอดสด การทำงานของเจ้าหน้าที่และผู้ก่อการร้าย เปิดโทรทัศน์ดูในห้องพักของนักกีฬา

แล้วก็ติดตามการรายงานข่าว ก็เลยเห็นว่าตำรวจอยู่จุดไหนบ้างผู้ก่อการร้ายก็เลยขู่ว่า ถ้าตำรวจนั้นไม่ยอมถอนกำลังออกไป จากค่าตัวประกันทั้งหมดในท้ายที่สุด เพราะเหตุการณ์นี้ ผู้ก่อการร้าย ขอให้ทางการนำเฮลิคอปเตอร์มารับพวกเขา

และตัวประกันเพราะว่าเป้าหมาย คือ ต้องการเดินทางไปที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ แต่ว่าในท้ายที่สุดเหตุการณ์นี้ ก็ยุติลงแบบน่าเศร้า เพราะว่าตัวประกัน 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนผู้ก่อการร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม คนที่เหลืออีก 3 คนนั้นยอมมอบตัว เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการรายงานข่าว ของสื่อมวลชนที่ไปให้ข้อมูลสำคัญกับผู้ก่อเหตุจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การช่วยเหลือตัวประกันอีกด้านนึง

เป็นเหตุจับตัวประกันลงเอยด้วยความสูญเสียอีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นในกรุงมะนิลา เมืองหลวง ของฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมปี 2553 เมื่ออดีตตำรวจคนนึง เขาไม่พอใจที่ถูกปลดออกจากราชการ โดยระบุว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง ก็เลยไปยึดรถบัส มีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง อยู่ในรถ 20 คนแล้ว ก็มีผู้นำทุกตัวเป็นชาวฮ่องกง 1 คน

แล้วก็มีชาวฟิลิปปินส์อีก 4 คน ขอเรียกร้องของผู้ก่อเหตุ ก็คือ ต้องการให้สำนักงานตำรวจของฟิลิปปินส์ คือตำแหน่งแล้วก็ต้องให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตำรวจ เหมือนเดิมแล้วก็ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบการปลดออกจากราชการ

แต่ถ้าพูดถึงภาพรวมของปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันในครั้งนี้ เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เนื่องจากว่าตำรวจฟิลิปปินส์ ในเวลานั้นขาดประสบการณ์มีการประสานงานที่ดี นอกจากนี้ค่ะสื่อมวลชนสื่อมวลชน ก็ยังรายงานข่าวนี้แบบเกาะติดมีการถ่ายทอดสดตลอดเวลา และผู้ก่อเหตุเขาเปิดโทรทัศน์ที่อยู่บนรถบัส เพื่อติดตามข้อมูลการเคลื่อนไหวของหัวตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

ซึ่งการรายงานข่าวของสื่อมวลชน ในเวลานั้นนะคะนอกจากจะทำให้ผู้ก่อเหตุ รู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจแล้ว ก็ยังเปิดเผยจุดที่นักแม่นปืนอยู่ด้วยแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ก่อเหตุคุ้มคลั่งมากขึ้นหนังสือตอนที่เขาเขียนภาพถ่ายทอดสด

ขณะที่ตำรวจจากน้องชายของเขา คือ น้องสาวของเขาเนี่ยเข้ามาเพื่อเจรจาขอให้พี่ชายเนี่ยยอมปล่อยตัวประกัน แต่ว่าก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้ว ก็น้องชายถูกตำรวจจับตัวไปปรากฏว่าผู้ก่อเหตุเห็นภาพนี้ก็ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ก็เหตุการณ์นี้ก็ยุติลงด้วยความสุขเช่นเดียวกัน ผู้ก่อเหตุถูกวิสามัญฆาตกรรม ส่วนตัวประกันนั้นก็เสียชีวิตไปทั้งหมด 8 คน หลังจากเหตุการณ์นี้สิ้นสุดลงนะคะรัฐบาลฟิลิปปินส์และฮ่องกง ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ที่ได้ออกมาคล้ายๆ กันว่าความผิดพลาด เราของตำรวจและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องของฟิลิปปินส์

ซึ่งขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินขาดการวางแผนที่ดี และอุปกรณ์ก็ยังไม่พร้อมด้วย แต่ว่าคณะกรรมการสอบสวนของฟิลิปปินส์นะคะมีข้อเรียกร้องด้วย หนึ่งในนั้นบอกว่าควรจะมีการดำเนินคดีกับบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้มีทั้งหมด 15 ราย และในจำนวนนั้นมีสำนักข่าวแล้วก็มี สื่อมวลชนอีก 2 คน โดยที่มองว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา มันกระทบต่อภารกิจในการช่วยชีวิตตัวประกัน