ซ่อนหาเป็น ซ่อนแอบตาย” เมื่อกิจกรรมสนุก…กลายเป็นสยอง เพราะเตือนไม่ฟัง!!

เรื่องมีอยู่ว่า…

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงนะครับ

ผมอาจจะใช้ศัพท์พ่อขุนรามบ้าง เพื่อให้เข้ากับประสบการณ์จริงนะครับ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผมเป็นเด็ก มัธยมปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่ง วันๆก็ไม่มีอะไรมากส่วนใหญ่จะติดเพื่อนมากครับ เอาเป็นว่า การเรียนก็ไม่ค่อยใส่ใจ แต่ก็ไม่เคยเรียนตกเหมือนกัน เหมือนยังมีบุญเก่าช่วยค้ำอยู่ 5555555555 มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

เรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับสโมสรที่หมู่บ้านของผมเอง

 

Chapter 1 :

ผมอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมา 10 กว่าปี วันๆกลับจากโรงเรียนก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากชวนเพื่อนไปนั่งคุยนั่งเล่น กันที่สถานที่แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ที่เรียกว่า”สโมสร”  สโมสรนี้จะเป็นสระว่ายน้ำอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน ข้างๆสโมสรทั้งหมดจะถูกล้อมด้วยที่ดินว่างรกร้างเป็นป่าเลยก็ว่าได้ เพราะ มันอยู่ลึกสุดในหมู่บ้านจึงไม่มีถนนตัดผ่านจากด้านนอก สโมสรมี 3 ชั้น ชั้นแรกจะเป็นสระว่ายน้ำใหญ่ จะมีคนมาใช้บริการบ้าง แต่ก็ไม่เยอะมาก เพราะค่อนข้างโทรม ส่วนชั้น 2 จะเป็นพวก ห้องสมุด,ห้องของเล่นเด็ก,ห้องอ่านหนังสือ,ห้องฟิตเนส,ห้องสนุ๊ก,ดาดฟ้าชั้น 2 ส่วนชั้น 3 ก็ไม่มีอะมากเป็นดาดฟ้าเปล่าๆ

แต่สโมสรที่กล่าวมานี้คือ มันค่อนข้างเก่า และ จะมีคนมาใช้บริการว่ายน้ำที่ชั้น 1 เท่านั้น ส่วนชั้น 2 และ 3 บางห้องจะปิดตาย และ ไม่ค่อยมีคนขึ้นไปเพราะมันค่อนข้างเก่า ฝ้าเพดานไม่มีแล้ว มองขึ้นไปจะโล่งๆเป็นพวกท่อน้ำอะไรทำนองนี้ ขนาดขึ้นไปตอนกลางวันยังรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
ผมอยู่ที่นี่มา 10 กว่าปีก็จริง แต่เพิ่งจะมาสโมสรช่วงหลังๆ ม.ปลายนี่เอง เพราะแต่ก่อนยังไม่มีเพื่อน

เย็นวันหนึ่งหลังจากกลับจากโรงเรียน ซึ่งเป็นวันศุกร์พอดี ในเวลานั้นท้องฟ้าเป็นสีส้ม แสงแดดกำลังเริ่มจะหมดลงไปอย่างช้าๆ ผมลงจากวินมอไซพร้อมยืนมองบ้านตัวเองและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไลน์หาเพื่อน

“เห้ยเย็นนี้ที่เดิมนะเว้ย” ผมพิมพ์ลงไปในกลุ่มชวนเพื่อนๆมารวมตัวกันที่สโมสรเหมือนทุกวัน

” พวกกุนั่งรออยู่แล้วเนี่ย ขาดมึงคนเดียว”  เพื่อนผมตอบกลับมา

พร้อมถ่ายรูปโต๊ะหินอ่อนที่คุ้นเคยส่งเข้าแชทไลน์ เมื่อผมเห็นดังนั้นยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าบ้าน ผมเอากระเป้าโยนเข้าไปในรั้วบ้าน กระเป๋าผมก็ปริวไปกับสายลมพร้อมกับลงกระแทกพื้นเบาๆ เพราะผมไม่เคยพกอะไรไปโรงเรียนเลย อย่างน้อยก็สมุด 1 เล่มเท่านั้น
จึงทำให้กระเป๋าผมเปรียบเสมือนกระดาษที่หล่นลงพื้น

 

“ยาย…ไปสโมสรก่อนนะ”

 

ซึ่งบ้านผมอาศัยอยู่กับ ตา ยาย ยังไม่สิ้นหางเสียงตัวเอง ผมก็คว้าจักรยานหน้าบ้านปั่นมุ่งหน้าไปยังสโมสร  อย่างใจจดใจจ่อ เพราะว่า เหมือนเหลือเราคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน!!

 

ผมปั่นจักรยานผ่านบ้านเป็นสิบๆหลัง เพื่อเดินทางไปยังสโมสร  สโมสรจะค่อนข้างอยู่ไกลจากบ้านมาก เพราะหมู่บ้านเราค่อนข้างใหญ่ แถมบ้านผมอยู่ช่วงต้นๆของหมู่บ้าน แต่สโมสรจะอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน จากนั้นประมาณ 10นาที ผมก็มองเห็นบ้านหลังใหญ่ๆ  เก่าๆสีครีมที่สีลอกแล้วเกือบทั้งหลังที่อยู่อีกฝากหนึ่งของสะพาน บวกกับท้องฟ้าสีแดงอมส้มและพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ตอนนี้ผมถึงสะพานข้ามคลองท้ายหมู่บ้านแล้ว เป็นสะพานปูนใหญ่ที่จะข้ามจากหมู่บ้านไปยังสโมสรที่อยู่อีกฝากนึง ผมกำลังปั่นจักรยานข้ามสะพานแล้วก็หันหลังมองบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปเกือบ 200 เมตร พร้อมก้มลงมองไปในคลอง ที่มีต้นไม้และหญ้าขึ้นเต็มไปหมดจนถึงราวสะพาน พร้อมมีกลุ่มคน 2-3 คนใส่ชุดว่ายเดินสวนและยิ้มให้เล็กน้อย ในที่สุดผมก็ข้ามสะพานแล้วมาแล้วซะที
ผมยืนมองบ้านหลังใหญ่นั้นอยู่ซักพัก

 

“โทรมมากเลยนะเนี้ย ไม่เหมือนตอน 10 ปีก่อนที่มาอยู่ใหม่ๆ ตอนนั้น ตา ยาย พามาว่ายน้ำยังใหม่เอี่ยมอยู่เลย”  ผมพูดในใจกับบ้านเก่าๆหลังนั้น

…บ้านเก่าๆโทรมๆที่ผมหมายถึงก็คือ “สโมสร” นี่เองแหละครับ

 

ผมเดินเข้าไปหาเพื่อนๆที่โต๊ะหินอ่อนข้างสระน้ำ ถ้ามองจากด้านหน้าของสโมสรจะไม่เห็นโต๊ะที่พวกมันนั่งกัน เพราะว่าอยู่ลึกพอสมควร เกือบติดกับกำแพงที่กั้นของสโมสรเลยก็ว่าได้ ผมเดินผ่านสระน้ำและมองไปทั่วบริเวณก็รู้เลยว่ากลุ่มที่เดินสวนกันตรงสะพานเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาว่ายน้ำ

 

“เห้ยกุมาละ หิวหวะมีไรกินมั่ง”  เพื่อนผมที่นั่งกันอยู่ 6 คนก็มองหน้ากัน “เอ้าหิวก็ไปหาอะไรกินดิ มาบอกพวกกูทำไมวะ?”

 

“แป๊ะ!!”  เสียงผมตบกระโหลกเพื่อนคนที่พูดไปทีนึง มันชื่อว่า”ไอเต้ย”

 

“เห้ยสั่งข้าวร้านป้ามากินดิ๊” ด้วยความสนิทกับเพื่อนเรื่องการเล่นแกล้งกันนิดหน่อยจึงไม่เป็นเรื่องติดใจอะไร เพื่อนผมก็โทรสั่งข้าวร้านป้าให้ อีกไม่นาน ป้าก็ปั่นจักรยานมาส่ง ผมก็เดินออกมาเอาข้าวหน้าสโมสร ตรงตีนสะพาน  ผมก็รับข้าวจากป้า…

 

“เมนูเดิมอีกแล้วนะพ่อหนุ่ม” ป้าพูดแซวผม เพราะผมจะสั่งแต่กระเพราหมูกรอบอย่างเดียว “ของโปรดอ่ะป้า กินกี่ทีก็ไม่เบื่อ”

 

ผมพูดพร้อมจ่ายเงิน “วันนี้มืดไวจังป้า มะกี้ยังสว่างอยู่เลย” ผมพูดกับป้า “หน้าหนาวนะพ่อหนุ่ม พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไวเป็นธรรมดา”

ตอนนั้นผมรู้สึกหนาวเย็น ทั้งที่ตอนแรกไม่รู้สึกอะไรมาก่อน

 

“อะไรวะ พอป้าพูดว่าหน้าหนาวก็หนาวเลย คิดไปเองจริงๆ” ผมคิดใจในพร้อมกับเดินหิ้วถุงข้าว และ มุ่งหน้ากลับไปยังโต๊ะหินอ่อน

 

ผมมองดูนาฬิกาข้อมือ 6 โมงครึ่งแล้ว โหมืดจริงๆ มืดสนิทจนคิดว่าแสงจากพระอาทิตย์ได้หมดไปจริงๆ มีแต่แสงไฟอ่อนๆจากสระน้ำและแถวๆโต๊ะหินอ่อนเข้ามาช่วยให้เห็นทาง ผมวางกล่องข้าวลง บนโต๊ะหินอ่อน ที่เพื่อนๆนั่งกันอยู่ 6 คน พร้อมเปิดกล่องข้าวที่มีควันของข้าวร้อนๆโผยพุ่งขึ้นตามฝากล่องโฟมมาติดๆ

 

“หึ้มมม โครตหอมเลยแมร่งเอ้ยย ทำกุหิวเลยเนี้ยย” ไอเต้ยพูดขึ้นมา “เออกลิ่นมันหอมจริงๆหวะ หรือว่ากุหิววะเนี้ย ตั้งแต่บ่ายยังไม่ได้กินไรเลย” ผมพูดขึ้น

 

“เห้ยเอาอีกละป้า” ผมพูดขึ้น
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าไข่ดาวไม่สุก” ผมพูดขึ้นกลางวงพลางหงุดหงิดเล็กน้อย
“ป้าแกก็ยังงี้แหละชอบลืม ที่หลังเมิง เดินไปคุมที่กระทะเลย” เพื่อนผมอีกคนในกลุ่มพูด ผมก็คิดว่ามันเรื่องเล็กน้อยชั่งมันเหอะ หิวแล้วกินดีกว่า

คุณผู้อ่านครับ เชื่อหรือไม่ว่ามีเรื่อง มหัศจรรย์เกิดขึ้น ผมกินข้าวได้ไม่ถึง 3 คำ ข้าวหมดครับผม!!! ไม่ต้องงงหรอกครับคุณผู้อ่าน เพราะว่าเพื่อนๆผมในวงเนี้ยแหละ “ขอชิมคำนึงดิ” แล้วมันก็ไม่ใช่คำเดียว มันล่อจนข้าวของผมหมดเกลี้ยง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าถ้าคุณมีเพื่อนๆก็น่าจะรู้กันดีนะครับ ว่าไม่ควรซื้อข้าวมากินคนเดียว ต่อหน้าเพื่อนๆ!!

“อ่าวแล้วกุจะอิ่มไหมเนี้ยยย” ผมพูดพลางมองมันเอาช้อนพลาสติกเจาะไข่แดงสุกๆของผม -*-  หลังจากนั้นไม่นานท้องฟ้าที่มืดสนิทอยู่แล้วกลับมืดลงไปอีก พร้อมกับ อากาศลดต่ำลงจนรู้สึกหนาวได้
ผมก็ยังใส่ชุดนักเรียนขาวๆบางๆ ที่กันความหนาวไม่ได้เลยซักนิด
หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็นั่งคุยกับเพื่อนเล่นโทรศัพท์ มีเดาะบอลเล่นบ้าง เอากีต้ามานั่งดีดบ้าง จนเวลาล่วงเลยไปก็ 2 ทุ่มแล้ว อากาศก็หนาวขึ้นเรื่อยๆ เสียงรอบๆตัวเงียบลงจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องที่ดังมาจากป่าหลังกำแพงของสโมสรได้ชัด
“เห้ยกุกลับก่อนนะ” เพื่อนในกลุ่มผมพูดขึ้นมา “อ้าวไมอะ” ผมถาม “พรุ่งนี้ไปสยามกับแฟนอะดิ มันโทรมาตามละเนี่ย มันไม่ให้นอนดึกไม่เชื่อฟัง”
เพื่อนผมพูดพร้อมยื่นโทรศัพท์ให้ และก็มีเสียงอู้อี้ๆออกมาซึ่งน่าจะเป็นเสียงบ่นของแฟนมัน “อ๊า อ๊า ซื้ด อูย ซื้ดอูย” เพื่อนผมตะโกนออกมาจากด้านหลังของผม “พี่อาร์ม ขาาา เบาๆหน่อย!! หนูเจ็บบบ!! อิไต อิไต”

ไออาร์มรีบคว้าโทรศัพท์แล้วจ้ำอ้าวออกห่างจากกลุ่มอย่างรวดเร็ว “เห้ย มึงอย่ากวนตีนดิ”  55555555 ทุกคนหัวเราะดัง “เห้ยกุไปแล้วนะเว้ย เจอกันๆ” มันพูดพร้อมโบกมืออยู่ไกลๆ อีกมือนึงก็ถือโทรศัพท์คุยกับแฟน “ไออาร์มติดเมียยยยย!!” ไอเต้ยตะโกนขึ้น แล้วอาร์มก็เดินออกจากสโมสรหายลับไปในความมืด ที่แสงจากโต๊ะหินอ่อนส่องไม่ถึง “เห้อเหลืออยู่กัน 6 คนเอง หาไรทำดี” ผมถามเพื่อนๆ เพราะปกติ เราจะนั่งกันถึง 3-4 ทุ่มแล้วค่อยแยกย้าย
แต่ปกติจะไม่มีใครมานั่งเล่นคนเดียว อย่างน้อยพวกผมจะรวมกลุ่ม 3 คนขึ้นไป

“เล่นซ่อนแอบปะ” เพื่อนผมชื่อเบ็นเอ่ยขึ้น!! เบ็นเป็นเพื่อนในกลุ่มที่ไม่ค่อยกลัวอะไร แถมหน้าตาดีสุดๆ สูงขาวตี๋ ถ้าเดินห้างนี่ผู้หญิงจะมองเหลียวหลังเลยก็ว่าได้ ถ้าถามมันเกี่ยวกับเรื่องผีมันจะถามว่า ผีผู้หญิงหรือผู้ชาย? ถ้าบอกว่าผีผู้ชาย มันจะบอกว่าถ้าเจอจะเตะให้กระเด็น ถ้าเป็นผีผู้หญิงกุจะปล้ำทำเมีย นี่เป็นคำที่มันพูดอยู่บ่อยๆเมื่อ มีใครถามมันเกี่ยวกับเรื่องผีๆสางๆ

“เมิงจะบ้าปะ เล่นตอนดึกๆดื่นๆ มีใครเขาเล่นกัน” ผมพูดเสียงแข็งพร้อมกับคิดแล้วก็ขนลุกไปตามๆกัน “เอาดิ เมิงกล้ากุก็กล้าอะ” ไอเต้ เพื่อนผมอีกคนนึงก็ไม่ค่อยกลัวเรื่องอะไรพวกนี้ พูดขึ้นมาเสียงดัง จนในที่สุดทุกคนก็ตกลงกันว่าจะเล่น เหลือแต่ผมคนเดียวที่เป็นไอป๊อดไม่กล้าเล่น “เห้ยเอาจริงดิวะ พวกมึงบ้ากันปะเนี้ย”ผมพูดขึ้น
“เมิงก็ดูละกัน เหลือแต่เมิงตัวเดียวแล้วอะ” ไอเต้ยพูดขึ้นแบบมองบน ผมก็ตบมันไปอีกที!! “แหม่ได้ทีเอาใหญ่นะมึงง” ผมกับเต้ยจะสนิทกันมาก ปกติผมก็เล่นแบบนี้ประจำ “เออเล่นก็เล่นวะ” ผมพูดพลางมองที่สระน้ำอันมืดมิด “แล้วจะเล่นที่ไหนอะ รอบสระน้ำหรอ?” ผมถามเพื่อน

“กุว่ากุอยากลองเล่นชั้น 2 ชั้น 3 อะ” ไอเบ็นพูดขึ้นแบบไม่มีท่าทีกลัวอะไรแม้แต่น้อย!! ไม่กี่อึดใจทุกคนเห็นด้วยกับมัน ” เออเอาดิวะ น่าสนุกออก ไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้เลย” เต้พูดขึ้นมา
ตอนนั้นผมกำลังจะมองหาพวก แล้วก็ไปสบตา “ไอตอง” เพื่อนซี้ขี้กลัวเหมือนผม ผมมองจากสายตาก็รู้สึกได้ว่ามันไม่อยากเล่นซะเท่าไหร่
“เห้ยไอตอง เมิงกลัวปะ”  พูดถามมัน “ไม่อะเฉยๆ” มันพูดขึ้นมา ผมก็รู้ว่ามันปากแข็งอย่างงี้อยู่ปะจำ แต่ทำไงได้ เอาก็เอาดิวะ
“เอางี้ เราจะเล่นกันชั้น 2,3 ห้ามลงมาชั้นแรกนะ แล้วก็จะปิดไฟเล่น” เบ็นเป็นคนสร้างกฎขึ้นมา “เห้ยปิดไฟเล่น คนหาก็เป็นไก่ตาแตกดิวะ” ผมพูดขึ้นเสียงดัง
“เห้ยเมิงยังฟังไม่จบเลยรอก่อน” ไอเบ็นพูดขึ้นพร้อมกับหยิบไฟแช็คขึ้นมา “ฉึบบ ฉึบบ” เสียงจุดไฟแช็ค
“กุไม่ได้เอามาดูดบุหรี่นะ แต่นี้คือ สิ่งที่คนตามหาจะต้องมี ใช้ไฟแช็คตามหา!!”

“โหววว โครตล้ำน่าสนุกหวะ” ไอเต้ยพูดขึ้นมา!! “กุว่าก็น่าสนุกนะถ้ากุไม่ได้เป็น” ผมพูดขึ้นพร้อมกับภวานาในใจ “สาธุขอเป็นคนแอบเถอะ สาธุ สาธุ”
ในใจตอนนั้นก็อยากเล่น อีกใจนึงก็กลัวถ้าเราเป็นคนแอบก็ยังโอเครอยู่ เพราะได้ไปกันเพื่อนๆ แอบเป็นกลุ่มคงไม่น่ากลัวซักเท่าไหร่
ผ่านไปซัก 10 นาทีเราก็ตกลงกฎกันได้ ตอนนี้มี ผม เต้ย เบ็น เต้ ตอง คิว รวมเป็น 6 คนพอดี
กฏการเล่นก็คือเล่นเฉพาะชั้น 2 และ ชั้น 3 ปิดไฟทุกดวงเล่น คนหาใช้ไฟแช๊ค ใครแปะก่อนเป็น(คนที่มาแปะคนหา โดยที่คนหายังไม่โป้งใครก่อน) ถ้าคนหาเป็นซ้ำกันเกิน 5 ตา จะหาคนเป็นโอละนอยออกใหม่ นี้แหละคือกฏของเรา!!

“โอละนอยยยย ออก” เสียงทุกคนพูดพร้อมกัน “ออก” “ออก” “ออก”  3ครั้งทุกคนออกขาวเหมือนกันหมด “ใครไม่เปลี่ยนเป็น!!”
ผ่างงงงง ผมยังคงออกขาวอยู่ ทั้งที่ทุกคนเปลี่ยนเป็นดำ ตอนนั้นรู้สึกเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต ใจสั่นสะเทือน ตอนนั้นมันลนไปหมดกลัวการจะเป็นคนหา สมองเลยสั่งการมือไม่ได้เท่าไหร่

“แมร่งเอ้ยยยยย โชว์โง่อีกละกุ” ผมพูดขึ้นมาเสียงดัง พร้อมกับเสียงหัวเราะดังสนั่นของเพื่อนๆ “5555555555555 ไอไปร์ทเป็นเว้ยสนุกแน่งานนี้” ไปร์ทนั่นคือผมเอง ผมกลัวไปหมดอยากกลับบ้าน!! ไม่อยากเล่นแล้วโว้ยยยยย TT คนหาแมร่งโครตเสียปรียบอะบอกเลย ทั้งมองไม่เห็น แถมไฟแช็คมันจะช่วยอะไรได้ไหมเนี้ย จุดนานก็ร้อนมือ บรรยากาศก็ไม่ค่อยน่าเล่น วังเวง มีแต่ความเงียบ แถมยังจะปิดไฟอีก ถ้าไม่มีไฟแช็คนี่เหมือนคนตาบอดเลยก็ว่าได้

มันมืดมาก เพราะ สโมสรจะตั้งอยู่เดี่ยวๆไกลจากบ้าน ต้องข้ามสะพานข้ามคลองในหมู่บ้าน แถมรอบๆสโมสรจะเป็นป่าทั้งหมด เพราะในตอนนั้นมีหมู่บ้านขึ้นกันน้อยมาก แถมหมูบ้านผมจะอยู่แถวชาญเมือง ถ้ายืนอยู่ที่ระเบียงชั้น 2 และ 3 ชองสโมสรจะมองเห็นได้แต่ป่าและหญ้าสูง ล้อมรอบ ถ้าอยู่ชั้น 1 จะไม่เห็นอะไรเลยเพราะมีกำแพงสูงล้อมสโมสรไว้ ถ้ายิ่งเป็นตอนกลางคืนรับรองว่าขึ้นไปยืนอยู่บนระเบียงชั้น 3 ยังควานหาแสงไฟจากข้างนอกไม่ได้เลย

 

Chapter 2 :

เอายัง!! นับ 1-300 นะ” เบ็นพูดขึ้นมา ผมกำลังเอ๋อๆอยู่เลยตอนนั้น มันยื่นไฟแช็คพร้อมพวกมัน 5 คนวิ่งขึ้นบันไดหายไปในพริบตา ผมก็มองตามบันไดขึ้นไป ตรงชั้นกึ่งกลางชั้น 1 และ 2 จะเป็นจุดที่บันไดหักมุม เป็นจุดที่ผมเห็นพวกมันเป็นครั้งสุดท้าย ผมเริ่มนับ “1 2 3 4 5 6 10 15 20 30”
มีเสียงตะโกนดังลั่นมาจากข้างบน “เห้ยอย่าโกงนับดิ นับดีๆอย่านับข้าม นับใหม่ให้พวกกุได้ยิน!! เดี๋ยวให้เป็น 2 เวรเลยไอ***”
“1 2 3 4 5 6…. ” ผมเริ่มนับใหม่แบบไม่ข้ามตัวเลข

“แหม่ๆ นิดๆหน่อยไม่ได้เลยนะพวกเมิง” ผมพูดเบาๆ พร้อมกับมองขึ้นไปตรงบันได แล้วในไม่ช้าก็มีเสียง “แป๊ะ!!” เสียงสวิสปิดไฟจากชั้น 2 ดังขึ้น มันมืดสนิทจนความมืดลงมาถึงบันไดชั้น 1 พวกมันคงจะได้ที่แอบกันแล้วถึงปิดไฟ ผมคิดในใจ

“297 298 299 300″ ผมนับเสร็จแล้วแต่ก็ไม่ได้ปิดตาเพราะผมไม่สามารถมองเห็นพวกมันจากชั้น 1 ได้อยู่แล้ว ผมมองขึ้นไปพร้อมกับ เห็นบันไดอันมืดสนิท และ ตะโกนถามว่าเอายัง!! ผ่านไปประมาณ 10 วิ ก็ไม่มีใครตอบอะไร ต่างจากตอนแรกที่มีเสียงพวกมันวิ่งหาที่แอบกันอย่างสนุกสนาน
ผมคิดในใจแกล้งแมร่งเลยดีไหม กลับบ้านก่อน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะ ถ้าเราเป็นคนแอบ ถ้ามีเพื่อนหนีกลับบ้านก็คงเซ็งน่าดู แถมแอบโกรธมันด้วย

ผมเลยรวบรวมกำลังใจ เดินขึ้นไปหาพวกมัน!! ตอนนี้ผมมาอยู่กึ่งกลางบันไดระหว่างชั้น 1 และ ชั้น 2 ที่เป็นจุดหักมุมที่จะมองเห็นชั้น 2 ได้ จากตรงนี้ ผมมองเห็นห้องโถงชั้น 2 ได้ลางๆ จากตรงนี้ไปพนังเริ่มมีหลุดลอก เพราะว่าชั้น 2 ไม่ได้บำรุงมาหลายปีแล้ว เพราะคนใช้บริการน้อย ผมก้าวเดินขึ้นทีละขั้นจนถึงขั้นสุดท้าย ผมมาเหยียบชั้น 2 แล้ว มันมืดสนิทและเงียบมาก… แต่ยังมีแสงจันทร์ กับ แสงไฟจากสระน้ำให้ภาพเห็นเป็นภาพสีเทาๆ แต่มันเงียบซะจน
ไม่มีแม้แต่เสียงของเพื่อนผมที่จะหลุดชำออกมา

ผมเดินไปตรงกลางห้องโถงพร้อมจุดไฟแช็ค”ฉึบ ฉึบ” ภาพที่มืดนั้นสว่างขึ้นมาเล็กน้อยด้วยแสงไฟแช็ค ผมมองเห็นห้องต่างๆที่ถูกเปิดประตูทิ้งไว้ ทางซ้ายมือจะเป็นห้องฟิตเนส และ ขวามือเป็นห้องของเล่นเด็กที่ประตูเปิดอ้าไว้
ผมคิดในใจ เป็นไปได้ว่าสองห้องนี้น่าจะมีคนแอบอยู่ แต่ถ้าเป็นห้องฟิตเนส มันมีแต่ที่ยกน้ำหนักและพวกลูกเหล็ก
ซึ่งมันโล่งเกินไป ไม่น่ามีทีแอบดีๆได้
แต่ห้องของเล่นเด็ก มันจะมีบ้านด้วยกัน 3 หลังเป็นบ้านของเล่น นี้แหละสุดยอดที่แอบ!!
ถ้าผมเป็นคนแอบผมก็คิดที่จะเข้าไปแอบห้องนี้เช่นกัน

“โอ๊ย” เสียงผมร้องออกมาเบาๆในลำคอ ผมรีบก้มลงมองที่มือตามความรู้สึก “นี่เราจุดไฟแช็คนานจนร้อนมือเลย อันตรายจริงๆ”
ผมก็เงยหน้าขึ้นมา เห้ยมืดมากกก ตกใจในความมืดข้างหน้านั้น ไหนประตูห้องของเล่นหละ หายไปสะแล้ว เพราะเราดับไฟแช็คไปแล้ว
ตอนนั้นกลัวมากแต่ยังคิดว่า ในความมืดก็มีเพื่อนๆเรานี้แหละที่ซุ่มอยู่

ผมรอให้ไฟแช็คเย็นลงอีกครั้งพร้อมจุดไฟแช็คขึ้นมาใหม่ และเดินมุ่งหน้าไปยังห้องของเล่น “นั่นไงประตูทางเข้าห้องของเล่นเข้าไปเลยละกัน”
ผมยืนอยู่หน้าห้อง พร้อมกับ มองเข้าไปเห็นหลังคาบ้านของเล่น 3 หลังมีขนาดสูงเท่าเอว เป็นลางๆ 2หลังแรกจะอยู่ตรงทางเข้า และ ตรงกลาง หลังสุดท้ายจะติดมุมด้านในสุดของห้อง!!

“มันต้องอยู่ซักหลังสิวะ” ผมเดินเข้าไปพร้อมกับไฟแช็คที่กำลังลุกโชน!!
ผมมองผ่านหน้าต้าบ้านของเล่น ตั้งแต่หลังแรก และ เดินต่อไปหลังที่ 2 ก็ไม่มีใคร หลังในสุดจะอยู่ที่มุมห้องมืดที่สุด
“เหลือหลังเดียว พวกเมิงทไม่รอดแน่” ตอนนั้นผมมั่นใจสุดขีด พร้อมเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังสุดท้าย!!

อีกประมาณ 3 เมตรผมจะเข้าถึงบ้านหลังนั้นแล้ว ผมมองผ่านหน้าต่างเข้าไป”เห็น 3 คนนั่งกอดเข่าเอาหัวมุดลง” เบียดกันแน่นในบ้านหลังเล็กๆนั้น
ตอนนั้นผมคิดว่า แยกกันอยู่คนละหลังก็ได้ปะ? ทำไมต้องเข้าไปเบียดกันขนาดนั้น สงสัยกลัวผีมั้ง
“แหม่จะกะไม่ให้เห็นหน้าเลยใช่ไหม” ผมพูดเบาๆให้พวกมันได้ยิน ผมเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆแล้วก็รู้สึกว่าทำไม เสื้อผ้าของ 3 คนนั้นไม่ค่อยคุ้นตาเลย เพราะมีผมคนเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เพื่อนผมจะเปลี่ยนเสื้อผ้ากันหมดแล้ว ทำให้ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเพื่อนใส่เสื้ออะไรกันบ้าง และแสงจากไฟแช็คทำให้ไม่เห็นสีของเสื้อผ้าชัดเจนเท่าไหร่

แต่เท่าที่ผมเห็นพวกมัน 3 คนใส่เสื้อตัวใหญ่แปลกๆ และก็เปียกชุ่ม
“แหม่เบียดกันจนเหงื่อออกเลยนะพวกเมิงง!!”ผมพูดอยู่ตรงหน้าบ้าน แต่ไม่ใกล้มาก เพราะกลัวว่าจะไปโป้งคนใดคนนึงอีก 2 คนจะออกมาแปะทัน!!
จึงรักษาระยะห่างไว้ดีที่สุด

จากนั้นผมรู้สึกได้ถึงความร้อนจากไฟแช็คผมจึงหยุดจุด และภาพตรงหน้านั้นมืดสนิท เห็นได้แต่โครงบ้านสีดำทะมึน
“แหนะพวก คิดว่ากุไม่รู้หรอ กุรู้หมดละจะเรียงชื่อให้ดู”ผมพูดสู้กับความมืดมิด แต่ไม่มีความกลัวเพราะคิดว่าเราอยู่ใกล้เพื่อนแค่อึดใจเดียว
แต่ก็แปลกที่ผมไม่ได้ยินเสียงของผมมันแม้แต่ลมหายใจ มันน่าจะหลุดขำซักหน่อยสิ ถ้าเป็นผมขำไปนานละ

“บุญสืบ นิตยา วราพร สมศัก สมหมาย” ผมเรียกชื่อพ่อแม่พวกมันวนไป เพื่อให้มันขำ ไม่ก็ด่าชื่อ พ่อแม่ผมคืน ผมจะได้เดาเสียงพวกมันได้
“เห้ยทำไมเงียบขนาดนั้น” ผมคิดในใจ ถ้าปกติมันน่าจะเรียกชื่อพ่อแม่ผมกลับมาบ้างแล้วหละ ไม่น่าปล่อยให้ผมล้ออยู่ฝ่ายเดียวได้ง่ายๆ!! แมร่งเอาจริงหวะพวกนี้
จากนั้นผมแตะๆตรงลูกกลิ้งและหัวเหล็กของไฟแช็คเพื่อเช็คว่ามันเย็นแล้ว จะได้จุดต่อและจัดการพวกมัน 3 ตัวรวดเดียวเลย!!

ผมหยิบไฟแช็คขึ้นมาพร้อมกับจุด “แฉะ” ไฟยังไม่ทันติดมีเพียงสะเก็ดไฟที่กระเด็นออกมาจากไฟแช็ค จากนั้นไม่ถึง 1 วิ มีบางอย่างพุ่งชนที่หลังผมอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมกระเด็นเซเข้าไปที่บ้านหลังนั้นแล้วเอามือจับหลังคาบ้านไว้!!

“แปะ” เสียงดังขึ้นมาจากหลังผม
ผมหันอย่างรวดเร็วพร้อมจุดไฟแช็คดู “พรึบ ไฟสว่างขึ้นและเห็นว่าไอเต้ยมาแปะผม” ผมดีใจมากวิ่งออกจากห้องของเล่นไปที่กลางห้องโถง
พร้อมตะโกนว่า”ไข่แตกแล้วเว้ยยยย” ไอเต้ยแปะก่อนโป้ง!!

อีกไม่นานทุกคนก็วิ่งออกมาจากความมืดแต่ไม่รู้มาจากจุดไหนบ้างพร้อมเปิดไฟฉายโทรศัพท์ “เห้ยๆเกิดไรขึ้นวะ”
แสงจากโทรศัพท์หลายเครื่องส่องไปทั่วห้องโถง พร้อมกับเห็นไอเต้ยเดินออกจากประตูห้องของเล่นมืดๆ หน้าตาเซ็งๆ
“555555 ไอฟายย แปะก่อนโป้ง” ผมด่ามันอย่างซะใจ
ทุกคนขำกันอย่างสนุกสนาน
“เออๆแล้วใครวะ แอบในบ้านของเล่น 3 คนอะโคตรเนียน” ผมพูดขึ้น
ทุกคนก็บอกพร้อมกันว่า “เห้ยไม่ใช่กุ”
เบ็น:กุขึ้นไปแอบชั้น 3 คนเดียว
เต้:กุอยู่ห้องฟิตเนสอะ
ตอง:กุไประเบียงชั้น 2 กับ คิวหวะ
เต้ย:ตอนแรกกุอยู่ห้องฟิตเนสกับไอเต้ แต่พอเห็นเมิงเดินเข้าไปห้องของเล่น กุคิดว่าน่าจะมีคนแอบอยู่ แล้วได้ยินเสียงเมิงคุยกัน คิดว่ามีคนโดนโป้งแล้วกุเลยเข้าไปแปะ”

“แหม่กุไม่เชื่อหรอก ก็เห็นๆอยู่ 3 คน” ผมพูดขึ้นกลางวง!!
“งั้นเป็นผีละมั้ง”ไอเบ็นพูดขึ้น พร้อมกับเดินนำเข้าไปในห้องของเล่น
ไหนวะที่เห็น ตาฝาดป่าว
ทุกคนเข้าไปในห้องของเล่นหมดส่องไฟดูแล้วก็ไม่มีใคร
“ชั่งเหอะเล่นใหม่ๆ ไอเต้ยเป็นนะ” ผมพูดพลางคิดว่าพวกมันนี่กวนสต.นะ เข้าไปแอบแล้วก็ไม่ยอมรับ
จะหลอกให้กุกลัวว่างั้น?
ตาหน้ากุจะเล่นไอเต้ยให้หนักเลย!! ในใจผมคิดว่าพวกมันนี้แหละจะเป็นใคร แต่ผมก็แปลกใจอย่างนึง
ตอนที่ผมเห็นเสื้อมันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ตอนนี้ ยังไม่มีใครเหงื่ออกเลยซักคน!! เพราะว่าอากาศเย็นจนหนาวเลยก็ว่าได้
ผมแอบหวั่นๆ แต่คิดว่าในใจว่าในที่มืด มีเพียงแค่แสงไฟแช็คเอาอะไรแน่นอนไม่ได้หรอก

พวกเราก็เริ่มเล่นตาต่อไปโดยที่ไอเต้ยเป็นคนหา!!

 

Chapter 3 :

“แอบตรงไหนดีวะ”ผมพูดขึ้น พร้อม มองไปรอบๆตัว เห็นเพื่อนๆวิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง
“ก็หาเองดิวะ!! ไม่ต้องตามกุมานะ” ไอเบ็นพูดขึ้น เบ็นเป็นคนที่ชอบแอบคนเดียว ไม่ชอบสุงสิงกับใครเพราะคิดว่าแอบคนเดียวปลอดภัยสุด
“เห้ยๆๆๆ รอกุด้วยย” ผมตะโกนเสียงดัง พร้อมวิ่งตามไอตองกับคิวไป ตองกับคิวมันเป็นคนขี้กลัว จึงไปตลอดกันตลอด

ผม,ตอง,คิว พวกเรา 3 คนวิ่งหาที่แอบด้วยกัน พร้อมกับส่องไฟฉายโทรศัพท์ไปที่หน้าห้องสมุดของชั้น 2
ห้องสมุดห้องนี้จะอยู่ถัดจากห้อง ฟิตเนส และ ห้องของเล่น ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับห้อง สนุ๊ก ด้านในสุดจะเป็นห้องอ่านหนังสือ และ ระเบียงชั้น 2

“เอาไงดีวะ จะเข้าห้องนี้หรอ!!” ผมถามไอตองและคิว
“ลองเข้าไปก่อนปะ!!”คิวพูดขึ้น
ผมกับตองก็ตกลงพร้อมกับยื่นมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อที่จะเข้าห้องสมุด!!

“กึก กึก กึก”ประตูเปิดไม่ออก เพราะ มีกุญแจดอกเล็กล๊อคไว้ กับ แท่นเหล็กบางๆ ที่เชื่อมติดไว้ กลอนของห้องนี้น่าจะเสีย เลยใช้กุญแจล๊อคไว้แทน
“เห้ยห้องล๊อคหวะ”ผมพูดขึ้น
“พังเข้าไปเลยปะ”ไอตองพูดขึ้น
“เห้ยจะดีหรอวะ”ผมถามมันแต่ยังไม่ทันจะจบหางเสียงของผม “ปัง!!” มันเอาไหล่พุ่งชนประตูอย่างแรง จนเหล็กบางๆที่เชื่อมไว้ตรงกลอนประตูหลุดออกจากกัน!!

“เข้าไปแอบเลยเร็วๆ”ไอคิวพูดขึ้นพร้อมกับดันผมและไอตองเข้าไปในห้องอย่างลนลาน
“หื้มมม ฝุ่นฟุ้งเลยหวะห้องนี้ปิดมานานยังวะเนี้ยย” ผมถามขึ้น
“ไม่รู้หวะ กรรมการหมู่บ้านเขาน่าจะล๊อคไว้ไม่ให้คนมาขโมยพวกหนังสือมั้ง” ไอตองบอก
“ใช่ๆ ถ้ามีคนอยากอ่านหนังสือต้องไปขอกุญแจเขา เขาจะให้มาเปิดห้อง”ไอคิวอธิบายขึ้นมา
ผมก็มองไปรอบห้อง พร้อมกับเห็นหนังสือบนชั้นเรียงรายกันแบบหนาแน่นโดยไม่มีเล่มไหนถูกหยิบออกมาจากชั้นวาง
ห้องนี้จะมีตู้หนังสือสูงประมาณ 2 เมตรกว่า มีทั้งหมด 3 ตู้ แล้วจะเรียงเป็นล๊อคๆ มี 3 ล๊อค
ตอนนี้เราเดินเข้ามาล๊อคแรก ผมเอามือลูบหนังสือบนชั้นวาง ปรากฏว่าฝุ่นติดเต็มมือเลยครับ!! เหมือนไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเป็นปีๆ!!

“กูเอาละนะ!!”เสียงไอเต้ยตะโกนขึ้นมาจากทางบันไดชั้น 1
“เห้ยๆปิดไฟฉาย” ผมพูดกับตองและคิวให้พวกมันปิดไฟโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่องอยู่
“พรึบ!!” ทุกคนปิดไฟโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้ความมืดมิดเข้ามากลืนกิน ในตอนนั้นเห็นได้แค่เพียงแสงจันทร์ที่ผ่านหน้าต่างของห้องสมุดเท่านั้น
หน้าต่างจะอยู่ที่ล๊อค 1 และ ล๊อคที่ 3 ส่วนล๊อค 2 จะมืดกว่าล๊อคอื่นเพราะไม่มีแสงจากหน้าต่างส่องเข้ามา

“55555555” เสียงไอคิวขำขึ้นข้างๆหูผม
“เห้ยจะขำทำไมเดี๋ยวมันก็รู้หรอกว่าเราแอบอยู่ในนี้!!” ไอตองดุคิวอย่างเบาๆ
“กูตื่นเต้นจนฉี่จะราดอยู่ละเนี้ย 55555” ไอคิวพูดพร้อมหลุดขำขึ้นอีกรอบ
“555555555555555” ผมปากระเบิดขำออกมาเหมือนกัน ยิ่งเล่นอะไรแบบนี้มันยิ่งชวนขำอย่างบอกไม่ถูก

“เห้ยกุได้ยินนะว่าใครขำ” เสียงไอเต้ยดังมาจากแถวๆหน้าประตูห้อง
“เห้ยๆไปแอบที่ล๊อค 2 กัน” ไอตองพูดขึ้นพร้อมกับดึงเสื้อผมและคิวไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
พวกผมวิ่งจากล๊อคที่ 1 ไปยังล๊อค 2 พร้อมหมอบต่ำ
“ตรงนี้แหละมืดมันไม่เห็นหรอก”ไอตองกระซิบบอก
ตอนนี้พวกเราหมอบอยู่ตรงท้ายล๊อคที่ 2 เผื่อมันเข้ามาจะได้คลานเปลี่ยนล๊อคได้อย่างเนียนๆ
ซึ่งผมจะอยู่ด้านหน้าสุดและคอยส่องผ่านช่องหนังสือ ส่วนคิวจะนั่งหันหลังให้ผม และ ตอง จะอยู่ตรงส่วนท้ายตู้หนังสือที่ไม่สามารถมองออกมาได้

“เห้ยยยยย กุรู้นะพวกเมิงแอบกันอยู่ในห้องนี้!!” ตอนนี้ไอเต้ยยืนอยู่หน้าห้องสมุดแล้ว!!
ไม่ทันไรมันก็จุดไฟแช็คพร้อมเดินเข้ามาอย่างช้าๆ มันเดินมุ่งตรงมาล๊อคที่ 1 ก่อน “ตึกตึกตึก” เสียงฝีเท้ามันย่างเข้ามาอย่างช้าๆ
ผมมองผ่านช่องชั้นวางหนังสือชั้นล่างสุดของล๊อคที่ 2 ตรงที่หมอบอยู่ก็เห็นขาไอเต้ยไอชัดเจนมันกำลังเดินเข้ามาเรื่อยๆ

“เอ๊ะมันมากับใครวะ” ตอนนั้นรู้สึกเหมือนมีอีกคนเดินตามมันมาจากทางด้านด้านหลัง ผมได้แต่คิดในใจ เพราะถ้าพูดออกไปมันได้ยินแน่นอน
“พรึบ” มันดับไฟแช๊ค ความมืดมิดก็มาเยือนอีกครั้ง แต่ยังมีแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทำให้เห็นภาพลางๆ

มันเดินเข้ามาเรื่อย และก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพอดี ตอนนี้ผมมองผ่านช่องหนังสือ จะเห็นขามันอยู่ตรงหน้าผมพอดีเป๊ะ
“มันหยุดทำไมวะ” ผมคิดในใจ
มันหยุดอยู่ตรงหน้าผมซักพักจากนั้น” มีหน้าสีดำทะมึนก้มลงมาตรงขา เหมือนคนที่ยืนอยู่แต่อยู่ดีๆก้มเอาหน้าลงมาตรงขาโดยไม่ย่อเข้า และพุ่งเข้ามา ตรงกับช่องหนังสือชั้นล่างสุด ที่ผมส่องอยู่ เหมือนตอนนี้มีแค่ชั้นหนังสือที่กั้นหน้าผมกับใบหน้าที่ดำมืดไว้!!”

ใบหน้าที่ไม่สามารถดูออกว่าเป็นใคร + ความมืดมิด ในจังหวะนั้นทำให้ผมตกใจสุดขีดถึงขั้นอุทานออกมาเสียงดัง แถมถีบตู้หนังสือไปอีก1ดอก
“เชี้ยยย ไอ***” ผมอุทานออกมา พร้อมกับสะดุ้งถีบตู้หนังสือเสียงดังตึง!!
ไม่นานหลังจากนั้น มีแสงจากไฟแช็คจุดขึ้นมา พร้อมกับไอเต้ยที่วิ่งอย่างรวดเร็วเข้ามาล๊อคที่ 2 แสงจากไฟแช็คสาดส่องจนเห็นพวกผมทั้ง 3 คนได้อย่างชัดเจน!!

“เอาใครก่อนดีวะ!!”ไอเต้ยพูดขึ้น พร้อมกับมองไปรอบๆตัว
“โป้งไปร์ท โป้งตอง โป้งคิว” มันพูดตะโกนเสียงดังออกมา!!
“โหเล่นกุก่อนเลยนะเต้ยย” ผมพูดขึ้น เพราะว่า ถ้าเริ่มตาใหม่คนโดนโป้งคนแรกจะเป็นต่อ
“แหม่ไอเต้ยตาที่แล้วแค้นกุอะดิ” ผมพูดขึ้นพร้อมกับเคืองมันเล็กน้อย

ในตอนนั้นผมก็คิดว่าเป็นไอเต้ยนี่แหละที่แกล้งเอาหน้ามาส่องผมแต่ผมก็ยังไม่ได้ถามอะไรมัน กะรอให้จบตาก่อนค่อยถาม

จากนั้นพวกผม 3 คนก็ลุกขึ้น พร้อมกับเดินออกจากห้องไปอย่างช้าๆ
โดยที่ไอตองเดินนำออกจากห้องคนแรกแล้วไอเต้ยที่เป็นคนหา เดินออกคนหลังสุด

“แปะ!!” เต้พุ่งเข้ามาจากด้านข้างของประตูห้องสมุดพร้อมกับแปะไปที่ไหล่ไอตอง
“โป้งเต้”ไอเต้ยพูดหลังจากเห็นเต้พุ่งเข้ามาแปะผิดตัว!!
“แมร่งเอ้ยยยย กุคิดว่าเป็นไอเต้ย” ไอเต้ตะโกนขึ้นมา มันเข้าใจผิดว่าไอเต้ยจะเดินนำออกมาจากห้องก่อน
ไอเต้ยขำลั่น พร้อมกับถามว่า ไอเบ็นอยู่ไหน ตอนนี้เหลือมันคนเดียวแล้ว

ตอนนี้ทุกคนออกจากห้องสมุดมาที่ห้องโถง พร้อมไอเต้ยที่เดินเอาหลังชนกำแพงตลอดทาง พร้อมมองหาไอเบ็นอย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากนั้นไม่นานไอเต้ยก็ตะโกนออกมาว่า
“โป้งเบ็น!! โป้งเบ็น เห้ยหยุดดิวะ กุโป้งแล้วนะเว้ย!!” ไอเต้ยตะโกนขึ้นพร้อมวิ่งไปที่หน้าห้องสมุด พวกผมก็วิ่งตาตั้งตามมันไป!!
“กุเห็นละมันวิ่งเข้าไปแอบอยู่หลังตู้!! เดี่ยวกุเข้าไปลากมันออกมาแปป”ไอเต้ยยืนอยู่หน้าห้องสมุดพร้อมจุดไฟแช็ค และวิ่งเข้าไปตามหาไอเบ็น

จากนั้นไม่นานผมก็รู้สึกแปลกๆที่แผ่นหลัง
“กึดๆ” มีคนมาเอานิ้วสกิดหลังผมและทุกคน
“ชู่ๆๆ” เสียงไอเบ็นทำปากจู๋และเอานิ้วชี้วางไว้ตรงกลางปาก
“อ้าวเห้ย เมิงไปแอบไหนมา!!”ผมกระซิบเบาๆ
“เห้ยๆ ดักรออยู่ตรงนี้แหละ” ไอเต้กระซิบบอกเบ็นเบาๆ พวกผมก็ยืนบังไอเบ็นไว้อยู่ประตูหน้าห้องสมุด

“เห้ยทำไมไม่เห็นมีใครเลยวะ” ไอเต้ยตะโกนออกมาจากในห้องพร้อมเดินออกมา แบบงงๆ
จากนั้นไอเต้ยเดินออกมาจากห้องและผ่านพ้นประตูมานิดหน่อย เป็นที่ที่พวกผมยืนบังไอเบ็นไว้
“แปะ” มือที่ฝ่าดงพวกผมลอดออกมาจากข้างหลังของทุกคน พุ่งออกไปแปะไอเต้ยที่กลางลำตัว!!

“ไอ*** เมิงออกมาตอนไหนวะเนี้ยยย” ไอเต้ยอุทานออกมา ตะโกนเสียงดังลั่น แถมทำหน้าเหวอๆ!!

“5555555 ไปเป็นอีกตาไปเมิง”ทุกคนพูดพร้อมหัวเราะ
“เย้ กุรอดละเว้ยยยขอบคุณค้าบพี่เบ็นนน”ผมพูดพร้อมเข้าไปโอบกอดมันเบาๆ

“เออละมะกี้เข้าไปหาใคร?” ไอเบ็นถามเต้ย

“ก็กุเห็นเงาคนวิ่งเข้าไปแวบๆอะ ก็นึกว่าเป็นเมิงเพราะทุกคนเขาก็อยู่ห้องโถงกันหมด” ไอเต้ยอธิบายให้เบ็นฟัง
“เห้อออ นี่พอกับไอไปร์ทเลย ไปเปลี่ยนลูกกระตาใหม่สะนะ!!”ไอเบ็นพูดขึ้นพร้อมส่ายหน้าเบาๆ

ตอนนี้ทุกคนยืนกันอยู่กลางห้องโถง
ผมนึกขึ้นได้ว่าจะถามไอเต้ยตอนแอบอยู่ในห้องสมุด
“เออตอนกุแอบอยู่ในห้องสมุดอะ มายืนตรงหน้ากุแล้วก้มมาดูหรอ?”ผมถามไอเต้ยอย่าสงสัย
“ป่าว กุเดินผ่านล๊อคแรกไป แล้วก็มองลอดช่องหนังสือ เห็นเหมือนมีคนอยู่ล๊อคที่ 3 กุเลยไปดูล๊อคที่ 3 ก่อน แต่ไม่มีใคร แล้วกุก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากล๊อคที่2 กุก็ว่าตกใจอะไรวะ กุเลยเดินไปหา แล้วก็เจอพวก 3 ตัวไง!! ” ไอเต้ยบอกผม

“เห้ยไม่ใช่เมิงหรอวะเอาดีๆ”ผมถามไอเต้ยเสียงดัง

“เอาอีกละเมิงนี่งมงายจริงๆไอไปร์ท”ไอเบ็นพูดขึ้นมาพร้อมส่ายหน้าเบาๆ!!
ผมรีบพูดขึ้นแย้งไอเบ็น
“งั้นไอเต้แน่เลย แอบเดินเข้ามาแอบดู แล้วออกไปดักไอเต้ยมันหน้าห้องใช่ปะ” ผมถามไอเต้
“เหอะ กุป่าวนะ กุมาจากระเบียงชั้น 2 กุได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง กุก็ว่ามีคนโดนโป้งแล้ว กุเลยมาดักรอหน้าห้องไง!!” ไอเต้บอกผม
ตอนนั้นผมขนลุกซู่
“กุไม่เล่นละ กุว่ากุเจอของดีละ”ผมพูดเสียงสั่นพร้อมปลีกตัวออกจากกลุ่มอย่างรวดเร็ว
“เห้ยๆไอไปร์ทใจเย็นๆ กุเองๆ” ไอเบ็นพูดขึ้น
“ตลก!! จริงปะเนี่ย แกล้งกุหรอ? เอาดีๆกุไม่ตลกแล้วนะ” ผมถามมันอย่างเอาจริงเอาจัง
“เออกุเองอะ” เล่นต่อเหอะอย่าคิดมาก ผีเผลออะไรไม่มีจริงหลอก ไอเต้ยเมิงลงไปนับเลย!!”ไอเบ็นพูดขึ้นและมีท่าทีที่อยากเล่นต่อ

 

Chapter 4 :

ขอท้าวความนิดนึง ตอนนี้เราได้เล่นซ่อนแอบมาถึง “ตาที่ 3”
พวกเรามีทั้งหมด 6 คน มี ผม เต้ย ตอง คิว เต้ และก็ เบ็น
ซึ่งตาแรกผมเป็นคนหา
ตาที่ 2 เต้ยเป็นคนหา
แล้วตาที่ 3 นี้ เต้ยก็ยังเป็นคนหาอยู่ เพราะโดนเบ็น แปะ จากตาที่แล้ว

มาเข้าเรื่องกันเลยครับ

เบ็นสั่งให้เต้ยลงไปนับ เพื่อเริ่มเล่นตาต่อ!!
“ไอเบ็น เมิงแกล้งกุจริงๆปะเนี่ย กุจริงจังนะเว้ย” ผมตะโกนถามมัน พร้อมเห็นมันกำลังวิ่งขึ้นไปชั้น 3 อย่างว่องไว
“เออ กุเองอะ” มันตะโกนลงมาจากบันได ตอนนี้ผมไม่เห็นมันแล้ว มันน่าจะขึ้นไปถึงชั้น 3 แล้วหละ

“คงเป็นมันจริงๆแหละมั้ง”ผมคิดในใจ

“ไอเบ็นนี่แมร่งฉลาดหวะ ขึ้นไปแอบชั้น 3 มันก็รู้ว่าทุกคนไม่กล้าขึ้นไปชั้น 3 แล้วยิ่งเป็นคนหายิ่งไม่อยากขึ้นไป มันคงไม่มีทางโดนโป้งคนแรกหรอก” คิวเอ่ยปากขึ้น พร้อมกับมีแววตาที่ชื่นชมมัน

ตอนนั้นผมได้ยินเสียงไอเต้ยนับเลขอย่างรัวๆ
“85 86 87 89” เสียงไอเต้ยตะโกนนับเลขให้พวกเราได้ยิน
“เห้ยเมิงลืมนับ 88 อะนับใหม่เลย อย่าโกง” ผมตะโกนลงไปที่ชั้นล่าง
“แหม่ หูดีจริงๆพวกเมิง” เต้ยมันตะโกนหลับมา!!

“เห้ยมันนับใหม่แล้ว ไปแอบที่ไหนกันดีตานี้” ผมพูดกับพวกเพื่อนๆ และตอนนี้ ผมยืนกันอยู่ 4 คน มี ผม ตอง คิว เต้ ส่วนเบ็นได้วิ่งขึ้นไปชั้น 3 แล้ว
“ไประเบียงกันให้หมดนี่หละ เชื่อกุ”ไอเต้พูดขึ้น พร้อมเดินนำไปที่ระเบียง
ตอนนี้พวกผมเดินกันมา 4 คนกำลังมุ่งหน้าจากห้องโถงไปยังระเบียงชั้น 2
ตอนนี้ผมกำลังผ่านห้องฟิทเนสซ้ายมือ ที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของเล่น
แล้วก็เดินผ่านห้องสมุดที่ลึกเข้ามาอยู่ตรงข้ามกับห้องสนุ๊ก ตอนนี้ทางเดินเริ่มถูกบีบให้แคบลงเหมือนเป็นทางเดินกว้างเท่าประตูบานเดียว
และตอนนี้ผมก็กำลังผ่านห้องอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายก่อนออกไปยังระเบียงชั้น 2
ตรงนี้เป็นทางเดินช่องแคบตรงยาวเพื่อไปยังระเบียง ผมก็เอามือระพนังไปเรื่อยๆ จนมือผมก็ไปโดนกลอนของประตูห้องอ่านหนังสือ

“ก๊อก” ผมลองบิดเล่นเพื่อเช็คว่ามันล๊อคหรือป่าว
“พรึด แอ๊ดๆๆๆ” ห้องอ่านหนังสือมันไม่ล๊อคครับ แต่จากนั้นไม่กี่วิ มือผมก็หลุดออกจากลอนด้วยความเร็วของการเดิน เพราะ ผมกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงชั้น 2 จึงไม่ได้สนใจอะไรข้างทาง

ตอนนี้ผมมองเห็นประตูออกไปยังระเบียงชั้น 2 แล้ว เป็นประตูไม้ ตรงส่วนบนของประตู จะมีกระจกสี่เหลื่ยมบานเล็กๆเอาไว้ส่องได้
“แอ๊ดๆๆๆๆ” ไอเต้เปิดประตูห้องพร้อมกวักมือให้ทุกคนออกไปที่ระเบียง
“ออกมาเร็วๆ เดี๋ยวจะได้รีบปิดประตู” เต้พูดขึ้น

ตอนนี้พวกผมออกมายืนที่ระเบียงชั้น 2 กันครบแล้ว ไอเต้ก็หันไปปิดประตูระเบียง
“เห้ยๆ ขอคนนึงมายืนส่องกระจกดูลาดเลาได้ปะ” ไอเต้พูดขึ้น
“ไม่เอา กุอยากแอบ” ตอง และ คิว พูดขึ้นพร้อมกัน
“ถ้าไม่ดู เวลามันเดินมาเราก็ไม่รู้นะเว้ย” เต้อธิบายขึ้น
“อ่าวแล้วไมเมิงไม่ดูเองอะ” ผมถามไอเต้
“ก็ตามะกี้ที่เล่นกันกุมาลองส่องแล้ว ตานี้กุอยากลองแอบบ้าง เนี่ยมาลองส่องดูดิ” เต้พูดพร้อมเรียกผมไปส่องที่กระจกของประตูบานนั้น
“ลองมองลอดตรงไปนะ” เต้พูดขึ้นตอนนั้นผมกำลังส่องกระจกของประตูบานนั้นอยู่

กระจกของประตูบานนั้นไม่ใหญ่มากกว้างประมาณ 2 ฝ่ามือ สูงตั้งปากผมไปยังส่วนบนสุดของหัว เป็นเหมือนช่องเล็กๆเอาไว้แอบดูได้
ผมมองไปยังสุดทางเดินก็เห็นถึงห้องโถงของชั้น 2 อยู่ลางๆ เพราะระเบียงชั้น 2 เป็นทางตรงยาว สามารถเดินตรงยาวมาจากห้องโถงได้เลย
ระหว่างทางเดินจะเป็นห้องต่างๆอยู่ตามที่ผมบอกไว้ และ ก่อนจะออกมายังระเบียงจะมีห้องอ่านหนังสืออยู่ห่างจากทางออกประมาณ 5 เมตร
ซึ่งเป็นห้องสุดท้าย

ตอนนี้ผมหันหลังมองไปรอบๆระเบียงชั้น 2 บรรยากาศเงียบเชียบ มีแสงจันทร์ส่องลงมาสว่างกว่าด้านใน
ระเบียงถูกห้อมล้อมด้วยต้นไม้ที่สูงไปถึงชั้น 3 ทำให้มีบรรยากาศที่ทึบ

“ไอไปร์ทดูไว้นะ เดี๋ยวกุไปแอบละ” ไอเต้พูดขึ้น
“เห้ยเมิงจะแอบตรงไหน” ผมพูดพร้อมมองไปรอบๆ
เพราะว่าถ้าจากที่ผมดู มันเป็นระเบียงโล่งๆจะไปแอบตรงไหนกันได้ มีอยู่ที่เดียวก็คือปีนข้ามออกไปนั่งที่ชานระเบียง
เพราะถ้าเต้ยเข้ามาหา มันจะไม่มีทางเห็นเลย ถ้าไปแอบตรงนั้น ขอบระเบียงจะเป็นปูน ถ้าปีนข้ามไปนั่งตรงชานระเบียงจะสามารถนั่งห้อยขาย่อนลงไปได้
แต่มันก็อันตรายเกินไปถ้าพลัดตกลงไป อาจจะหายลงไปในป่ารกเลยก็ว่าได้ แล้วก็ไม่มีทางให้ขึ้นด้วย

ตอนนั้นที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่ ไม่ทันไรพวกมันปีนข้ามระเบียงจริงๆครับผม!!
พวกมันคิดจะแอบที่ที่ผมคิดไว้จริงๆ!!

 

Chapter 5 :

จากตอนที่เพื่อนๆของผม เต้ ตอง คิว กำลังปีนข้ามปูนที่กั้นระเบียงออกไปนั่งตรงชานระเบียง

“เห้ยๆพวกเมิงเอาจริงหรอวะ เดี๋ยวก็ตกไปหลอก” ผมรีบถามพวกมัน
“ปีนระวังๆ ไม่ตกหรอก มีที่ตั้งกว้าง” เต้พูดกลับมา
จากนั้นพวกมันก็ปีนไปอีกฝั่งพร้อมนั่งลง
ตอนนี้ผมมองไม่เห็นพวกมันซะแล้ว เพราะ กำแพงปูนที่กั้นระเบียงบังพวกมันไว้มิด!!
ตรงที่มันปีนจะเป็นตรงข้ามกับประตูระเบียงผมสามารถหันหลังไปดูได้

“เห้ยถ้ามันมารีบปีนข้ามมานั่งกับพวกกุก็ได้” ไอตองตะโกนออกมาจากด้านหลังที่กั้นระเบียง
“เออๆ มันมาค่อยว่ากัน” ผมตอบมันไป
ในใจผมคิดว่ามันอันตรายก็จริงแหละ แต่ถ้าระวังตามที่มันบอก ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะ พื้นปูนอีกฝั่งกว้างพอให้นั่งได้เต็มตูด

ประมาณ 5 นาทีผ่านไป
“ทำไมไอเต้ยมันไม่เดินมาเลยวะ” ผมบ่นเบาๆกับตัวเอง ส่วนเพื่อนของผมก็ไม่ได้คุยอะไรกัน
“เห้ยพวกทำอะไรวะ เงียบกันจัง ไอเต้ยก็ไม่มาซักที!!”ผมพูดถามพวกมันอย่างเบาๆ
แล้วพวกมันก็ไม่ได้ตอบอะไร ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไร

ผ่านไปอีก 5 นาที
“เห้ยนานไปละ ไอเต้ยมันหนีกลับบ้านชัว!!” ผมพูดเสียงดังพร้อมหันไปหาพวกเพื่อนๆ
“ตึก ตึก ตึก” ผมได้ยินเสียงคนเดินมาจากทางตรงห้องโถง!! จึงรีบหันไปส่อง

“เห้ยไอเต้ยเดินมาทางนี้ แต่มันยังไกลจากประตูอยู่มาก”ผมพูดขึ้นในใจ พร้อมคิดว่า มันจะเห็นหน้าผมอยู่ตรงกระจกที่ส่องรึเปล่า หรือ อาจจะไม่เห็นก็ได้
“ยังมีเวลาเหลือพอที่จะให้ผมข้ามกำแพงระเบียงไปได้อยู่” ผมคิดพร้อมวิ่งอย่างรวดเร็วออกมาจากประตู
ตอนนี้ผมกำลังจะปีนข้ามกำแพงปูน
“เห้ยเพื่อนหายไปไหนกันหมดวะ” ผมตกใจสุดขีดเมื่อเห็นชานระเบียงว่างป่าว ไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนๆของผม
ผมตกใจเลยมาก กะจะตะโกนเรียกหาพวกมันก็กลัวไอเต้ยได้ยิน เพราะมันน่าจะเดินมาใกล้ถึงประตูระเบียงแล้ว!!

ผมเลยตัดสินใจปีนข้ามมาก่อนแล้วค่อยหาทุกคนอีกที!!
“ฮึ้ยยย เกือบพลาดตก อันตรายจริงๆ” ผมพูดในใจพร้อมกับขาของผมสั่นตลอด เพราะว่าความสูงก็ประมาณ 5 เมตรได้ โครงสร้างสโมสรจะสูงพอสมควร แถมข้างล่างเป็นดงหญ้า ถ้าตกไปไม่รู้ว่าหญ้าจะลึกอีกซักเท่าไหร่ งูเงี้ยวเขี้ยวขออีก!! ทางปีนขึ้นก็ไม่มี ตกไปตายแหงๆ!!

 

Chapter 6 :

ผมนั่งลงอย่างช้าๆพร้อมเอาขาหย่อนลงไปในความมืดมิด มันเสียวขาสุดๆไปเลยตอนนั้น ยอมรับว่ากลัวมากก แต่ก็กลัวไอเต้ยโป้งเช่นกัน
“เห้ยแมร่งหายไปไหนกันหมดวะเนี้ยย กุกลัวนะเว้ยยยย” ผมครุ่นคิดในใจ พร้อมกับรอฟังเสียงประตูว่าไอเต้ยจะเปิดมาเมื่อไหร่
แต่แล้วก็มีแต่ความเงียบงำ จนผมอยากจะลุกออกจากตรงนี้ไปเดี๋ยวนั้น!!

ผมทนไม่ไหวจึงรีบปีนข้ามกลับมาที่ระเบียงดังเดิม
“กลัวแล้วหวะยอมโดนโป้งดีกว่าไม่ไหวละ จบตานี้ก็เลิกเล่นดึกละ!! ” ผมคิดในใจพร้อมกำลังเดินไปที่ประตูระเบียงเพื่อกลับเข้าไปด้านใน
“คิคิคิคิ” มีเสียงขำขึ้นมาจากด้านหลังที่กั้นระเบียงแต่ไม่ใช่ตรงที่ผมปีน
“เห้ยเสียงพวกมันหนี่หว่า” ผมคิดในใจพร้อมหันไปตรงที่ได้ยินเสียง

ตรงที่มีเสียงขำออกมาเป็นอีกด้านนึงของระเบียงที่กั้น ซึ้งตรงทื่ปืนจะอยู่ตรงข้ามกับประตู แต่ฝั่งนี้จะอยู่ด้านซ้ายมือของประตู ที่ที่มีต้นไม้ขึ้นมาข้างๆใกล้กับระเบียงจนรกรุงรังไปด้วยใบไม้
ผมเดินเข้าไปแหวกใบไม้ออก เห็นแสงสาม 3 แสงเป็นสี่หลี่ยมๆ พุ่งออกมาในพุ่มไม้

“เห้ยพวก สบายกันเลยนะ” ผมพูดพร้อมมองพวกมัน เต้ ตอง คิว นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ชานระเบียงอีกมุมนึง (มุมด้านข้างของระเบียง)

“555555555 เมิงหาพวกกุไม่เจอหรา” พวกมันพูดพร้อมขำกันยกใหญ่
ผมไม่รอช้าแหวกพงต้นไม้รกตรงนั้นปีนข้ามไป
“เห้ยๆ ไปปีนตรงนู้นที่เดิม แล้วค่อยกระเทิบมาทีละนิด มาแหวกตรงนี้ ใบไม้มันเกี่ยวหน้าพวกกุหมดแล้วเนี้ย” ไอเต้พูดขึ้น

“โหสนุกเลยนะพวก แกล้งกุดีนัก” ผมพูดพร้อมแหวกต้นไม้ปีนแมร่งตอนนั้นแหละ จะคันจะอะไรไม่สนแล้ว!!
ตอนนี้ผมมานั่งข้างไอคิว ด้านข้างสุดพร้อมถามพวกมัน
“เห้ยคิดไงมาแอบตรงนี้วะเนี้ย” ผมถาม
“ตอนแรกกุก็จะแอบที่เดิมตรงนั้นแหละ แต่พอคิดๆดูแล้ว ถ้าไอเต้ยเปิดประตูเข้ามา แล้วเดินมามองตรงที่กั้นระเบียงมันก็จะเห็นหัวพวกเราทุกคน แถมจะลุกไปแปะก็ลำบากเดี๋ยวจะตกระเบียงเอา!!
กุคิดว่าตรงอีกด้านมันมีต้นไม้อยู่ เลยลองกระเถิบๆเข้ามาดู เลยรู้ว่าแอบตรงนี้แหละแมร่งโครตแจ่ม!!” ไอเต้บอกกับผม

ผมมองไปรอบตัวผมพร้อมกับคิดว่า ถ้าแอบตรงนี้ยังไงมันไม่มีทางหาเจอแน่นอน!! เพราะถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ และเวลาคนเดินออกมาจากระเบียงก็คงไม่สนใจตรงส่วนพุ่มไม้รกๆตรงนี้อย่างแน่นอน

ผมควักโทรศัพท์ออกมานั่งเล่น เฟสบุ๊ค นั่งเลื่อนเช็คฟีดไปเพลินๆ พร้อมกับเอาขาถีบต้นไม้ไว้โดยไม่ต้องกลัวตกไปข้างล่าง เพราะตรงส่วนที่พวกเรานั่งอยู่นี้ มีต้นไม้ต้นใหญ่จากด้านล่างพุ่งขึ้นมาใกล้กับชานระเบียงที่พวกเรานั่งห้องขาอยู่ และต้นไม้ยังสูงต่อไปจนถึงชั้น 3

ผมนั่งเล่นไปซักพักรู้สึกว่าไอเต้ยไม่เปิดประตูเข้ามาซักที!! แถมก็สงสารมันจะหายังไงก็คงยาก ผมเลยบอกว่า
“เห้ยพอเหอะ ออกไปแอบที่อื่นเหอะสงสารมัน” ผมหันข้างๆไปหาคิวและเพื่อนๆแล้วพูดขึ้น
“ขออีก 5 นาทีดิกำลังมันส์” ตองพูดขึ้นพร้อมกำลังจับโทรศัพท์เล่นเกมส์ คุกกี้รัน สมัยนั้นฮิตมาก รู้สึกมันเล่นตัวทหารได้ 10 ล้านกว่าคะแนน ขึ้นอันดับ 1 ของแก๊งพวกผม

ผมหันกลับมาเล่นเฟสบุ๊คต่อ หลังจากนั้นไม่กี่วิ ผมเหมือนเห็นบางอย่างที่หางตา “พรึบ”
“เห้ยใครตกลงไปวะ” ผมรีบหันไปหาเพื่อนผม ทุกคนนั่งมองหน้ากันงงๆ
ตอนนั้นผมเหมือนเห็นอะไรบางอย่างล่วงลงไปด้านล่าง จากชานระเบียงที่ผมนั่งอยู่
“เห้ยไม่มีใครทำอะไรตกลงไปใช่ไหม” ผมรีบถามเพื่อนๆ
ทุกคนก็มองหน้ากันงงๆ พร้อมกับมองลงไปด้านล่างดูว่ามีอะไรตกลงไปไหม ส่วนไอตองก็ไม่ได้สนใจอะไรเล่นคุกกี้รันของมันต่อไป

“เห้ยกุว่าอย่าแอบตรงนี้เลย” ไอเต้พูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นปีนฝ่าดงต้นไม้ออกไป
“อ้าวรีบไปไหนเนี้ยกุยังเล่นไม่จบเลย” ไอตองบอก
“ไหนบอกไม่อยากคัน แล้วปีนฝ่าดงออกไปเนี้ยนะ” ผมพูดกับไอเต้ที่ปีนไปอยู่อีกฝั่งนึงแล้ว

“เห้ยพวกเราค่อยๆกระเถิบไปอีกด้านนึง แล้วปีนข้ามเถอะ” ผมบอกเพื่อนๆพร้อมกระเถิบตูดไปอีกด้านของชานระเบียง เพื่อไปปีนตรงจุดแรกที่ไม่มีต้นไม้บัง

ตอนนี้พวกผมปีนออกมากันหมดพร้อมยืนตรงกลางระเบียง
“เอาไงต่อวะ มันยังเล่นอยู่ปะเนี้ย” ผมถามเพื่อนๆ
ตอนนั้นไอเต้ดูหน้าซีดๆ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร

“เออไอไปร์ท เดินไปส่องกระจกดูดิ๊” ไอตองบอกผม
ผมก็ไม่รีรอเดินไปดูเผื่อจะได้เห็นว่าไอเต้ยอยู่ไหน มันกำลังหาอยู่หรือกลับบ้านไปแล้ว

ผมส่องกระจกดูทางนั้นโล่งและมืดไปจนถึงห้องโถง
แล้วพวกเพื่อนๆผมก็ยืนคุยกันอยู่ตรงกลางระเบียง
จากนั้นไม่นาน ผมเห็นคนๆนึงยืนอยู่ตรงกลางห้องโถง เห็นเงาสีดำๆ
“เห้ยๆ กุเห็นไอเต้ยแล้ว” ผมกระซิบเบาๆพร้อมเรียกพวกมันมาดู

จากนั้นไม่นาน “เงาดำๆที่ผมคิดว่าเป็นไอเต้ย วิ่งพุ่งเข้ามาจากอย่างรวดเร็วจากห้องโถง ตรงยาวมาที่ประตูระเบียง”
ตอนนั้นผมตกใจมาก มันวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเหมือนจะชนประตูที่ผมกำลังแอบดูมันอยู่

“ตึกๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงฝีเท้าที่เร่งเต็มที่พุ่งเข้ามาโดยไม่หยุดความเร็ว พุ่งเข้ามาหาผม
แต่!! ก่อนที่มันจะถึงผมอีก 3 เมตร มันหมอบลงและพุ่งไปที่ข้างใต้ประตู ซึ่งผมไม่สามารถมองเห็นได้เพราะบานกระจกที่ส่อง จะมองได้เห็นได้เฉพาะระดับสายตาเท่านั้น!!

“เห้ยทำไมไม่มีเสียงชนประตูเลยวะ” ผมคิดในใจ ถ้ามันเข้ามาเร็วขนาดนั้น มันไม่น่าจะเบรกทัน มันน่าจะกระแทกอะไรมั่งสิผมพูดพร้อมกับ
เหลีอบมองลงด้านล่าง แต่ก็ไม่สามารถเห็นได้

“เห้ยๆไอเต้ยมันอยู่เนี้ย” ผมพูดกระซิบเบาๆพร้อมกวักมือเรียกเพื่อนๆ ให้มาหาตรงประตู
จากนั้นผมก็ก้มนั่งยองๆให้ตัวผมระดับเท่ากับไอเต้ย ที่มันก็หมอบอยู่อีกฝากของประตูเช่นกัน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ผมเคาะประตู
ไม่มีเสียงตอบกลับ
“เห้ยเมิงเปิดเข้ามามีพวกกุ 4 คนนะเว้ย เมิงโป้งไม่ทันหรอก คิดดีๆ” ผมพูดกับไอเต้ยที่อยู่อีกฝากของประตู
“ไหนๆมันอยู่จริงหรอวะ” ไอตองพูดขึ้นพร้อมลุกไปส่องบานกระจก

“ไอ*** “ไอตองตะโกนเสียงลั่น
“เห้ยเป็นไรวะ!!” ทุกคนถามไอตอง
“ไอเต้ยมันยืนเอาหน้าติดส่องกระจกอยู่อีกฝั่งเหมือนกัน!!!” ไอตองบอก พร้อมก้าวถอยหลังไป
พวกผมทั้ง 3 คนรีบยืนขึ้น
“ไหนวะไม่เห็นมี หรือ มันก้มลงไปแล้ว” ผมถามไอตอง

ไม่ทันไรไอเต้คว้ามือไปบิดกลอนประตู แล้วเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
“แอ๊ดดด” เสียงประตูเปิดขึ้น

“ไม่มีใครเลยอยู่ที่หลังประตูบานนั้น ผมมองทางเดินตรงยาวไปยังห้องโถง ทางโล่งมีแต่ความมืดมิดและแสงจันทร์ที่ส่องจากระเบียง!!

 

 

Chapter 7 : ห้องอ่านหนังสือ

“เห้ยไม่มีใครอยู่หลังประตูเลย เป็นไปได้ไง!!!” ผมพูดออกมาเสียงดัง
“เออ กุยังเห็นมันเอาหน้ามาส่องกระจกติดๆกับกุเลยเนี้ยย” ไอตองพูดเสริม

ส่วนเต้กับคิวไม่เห็นอะไร
“กุว่าไม่เริ่มไม่ดีละ กลับกันเถอะ” ไอเต้บอก พร้อมกับ คิวที่พยักหน้าเห็นด้วย

พวกผมเดินออกมาจากระเบียงชั้น 2 ส่วนตองกำลังหันไปปิดประตู
“ปัง” เสียงปิดประตูระเบียงดังขึ้นเล็กน้อย

จากนั้นเหมือนมีคนกำลังออกแรงดันพวกผมจากทางด้านหลัง!!
“เห้ยๆจะดันอะไรวะ” ผมหันไปตะคอกไอตองที่กำลังดันพวกผมเหมือนหนีอะไรซักอย่าง
“กุ กุ กุ” มันพูดตะกุกตะกัก เหมือนจะบอกอะไรซักอย่าง
“จะพูดว่าอะไร!!” ผมถามมัน
“ตอนกุปิดประตู กุเห็นไอเต้ยมันเอาหน้าส่องกระจกประตูมาจากด้านนอกระเบียง!!”

ตอนนั้นทุกคนขาแข็งเพราะเห็นท่าทีไอตองแล้วมันก็ไม่น่าจะโกหก แต่ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ไอตองเกาะผมแน่นเอาหน้ามุดลงไม่ยอมมองทางตัวสั่นหงิกๆ
ตอนนี้พวกผมเพิ่งจะออกจากระเบียงชั้น 2 ข้างหน้าทางซ้ายเป็นห้องอ่านหนังสือ!!
ผมมองเห็นประตูห้องอ่านหนังสือเปิดไว้แง้มๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ผมเข้ามาผมเดินเอามือระกำแพงไปเปิดไว้เอง

ตอนนี้พวกเราเดินอย่างช้าๆด้วยความกลัวแต่ยังไม่แน่ใจอะไร มีแต่ไอตองที่เดินตามหลับตาปี๋แบบหน้าไม่มองพื้น
“แอ๊ดด พวกงเข้ามาแอบในนี้เร็ว” ไอเบ็นเปิดประตูห้องอ่านหนังสือออกมา พร้อมกวักมือเรียกพวกผม
“เห้ยมาอยู่นี้ได้ไง พวกกุจะเลิกเล่นกันแล้ว กุว่ามันไม่ค่อยโอเครแล้วหวะ” ผมตอบไอเบ็น
“ไอเต้ยยังเล่นอยู่เลย มันอยู่ที่ห้องโถงไม่เชื่อมองไปดิ” ไอเบ็นพูดพร้อมแหงะหน้าไปทางห้องโถง ให้พวกผมมองตามไป

“ผมเห็นเงาดำๆเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าห้องโถง ผมก็ตกใจกลัว อีกใจนึงก็คิดว่าเป็นไอเต้ยหรือเปล่ามันอาจจะเล่นอยู่ก็ได้
แต่อีกใจนึงก็คิดว่าเป็น “สุกกี้น้ำ” หรือเปล่า สุกกี้น้ำที่ว่านั้นคือ ผีนั่นเอง

จากนั้นเงานั้นก็หยุดนิ่งและมีท่าทางจะเดินมุ่งหน้ามาทางนี้
ผมเลยคิดว่าเข้าห้องไปแอบกับไอเบ็นก่อนดีกว่า ตรงนั้นมันจะเป็นอะไรก็ชั่งเหอะ ทางนั้นมันไม่น่าเดินออกไปซักเท่าไหร่
ตอนนี้ทุกคนก็กลัว ตามไอเบ็นไปก่อนดีที่สุด
ตอนนี้ผมกำลังเข้ามาในห้องอ่านหนังสืออย่างรวดเร็ว
“เห้ยไฟแช็คของไอเต้ยมันจุดไม่ติดแล้วหรอวะ” ผมถามไอเบ็น เพราะตั้งแต่เล่นตานี้ไม่เห็นมันจุดไฟสักครั้งเดียว
“กุก็ไม่รู้ดิ รีบไปแอบก่อนเหอะ” ไอเบ็นบอกผมพร้อมวิ่งนำไป

ตอนนี้ ผม เต้ ตอง คิว เพิ่งเข้ามาในห้องอ่านหนังสือ ส่วนเบ็นเดินนำหน้าไปได้ซักหน่อยแล้ว
ห้องอ่านหนังสือนี้เป็นเหมือนโต๊ะคอมในร้านเกมส์มีประมาณ10กว่าตัว แต่ไม่มีคอมวางหรือ cpu วางไว้ เป็นโต๊ะที่มีที่กั้นข้างๆเหมือนที่กรอกเอกสารอะไรทำนองนั้น
ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ผมไม่เคยใช้บริการของห้องนี้ผม้แต่ครั้งเดียว!!

“เห้ยไอเบ็นรอด้วยดิ” ผมรีบเดินตามมัน พร้อมมองไปรอบๆห้อง
“พวกเมิงเข้าไปแอบในนี้นะ” เบ็นพูดขึ้นพร้อมชี้นิ้วไปที่ช่องที่ใส่เก้าอี้ใต้โต๊ะอ่านหนังสือ
ที่ผมพูดว่าเป็นโต๊ะคล้ายๆโต๊ะคอม ข้างล้างจะเป็นช่องๆเอาไว้สอดเก้าอี้ได้ แต่ห้องนี้ไม่มีเก้าอี้ซักตัว
รู้สึกว่าเขาจะเอาออกไปหมดแล้วครับ

“เข้าไปคนละช่องเลย” ไอเบ็นพูดพร้อมกับ เข้าไปแอบให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน
ท่าแอบต้องนั่งเอาหัวมุดลงกอดเข่า ถึงจะเช้าไปแอบได้เพราะช่องมันก็ไม่ใหญ่มาก
“ป่ะๆแอบมันก่อน ถ้ามันเข้ามาค่อยบอกว่าเลิกเล่นแล้ว” ผมพูดกับเพื่อนๆพร้อมกับเข้าไปแอบโต๊ะข้างๆไอเบ็น
“ตอนนั้น มีแสงจันทร์ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง และ บวกกับสายตาผมที่ปรับเข้ากับความมืดได้จนถึงขีดสุดแล้ว จึงทำให้เห็นภาพต่างๆเป็นสีเทาได้โดยไม่ต้องเปิดไฟฉาย

ผมค่อยมุดเข้าไปใต้โต๊ะนั่นพร้อมกลับก้มหัวลง
“เห้ยถ้าเอาเข้ามาทั้งตัว เราก็ต้องก้มหัวลงไปที่เข่า เราก็มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นดิ” ผมพูดในใจ
“แอ๊ด” เสียงประตูเปิดเบาๆ
ตอนนั้นทุกคนรีบมุดเข้าไปแอบรวมทั้งไอตองยอมเข้าไปแอบเพราะกลัวอะไรซักอย่าง!!

“ไอเต้ยเข้ามายังวะ มองไม่เห็นอะไรเลย ในตอนนี้ก็เห็นแต่เข่าของตัวเองเนี้ยย!!” ผมคุยกับตัวเอง แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกันไอเต้ยมันจะได้ไม่เห็นหน้าเราด้วย
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอย่างเงียบ เงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเดินไอเต้ย และ เสียงหายใจของเพื่อนๆที่อยู่โต๊ะช่องข้างๆกัน
“กี่นาทีแล้วเนี้ย อึดอัดจริงๆ” ผมหงุดหงิดบวกกับปวดที่ต้นคอหน่อยๆ เพราะต้องก้มอยู่ตลอด

ผมรู้สึกผ่านไปซัก 5 นาทีหรือมากกว่านั้นได้
“กุทนแอบไม่ไหวละ!!” ผมดันตัวออกมาจากช่องพร้อมเงยหน้ามองเพื่อนๆ
“เห้ยทุกคนออกมากันได้แล้ว” ผมพูดในน้ำเสียงปกติ เหมือนเลิกเล่นแล้ว
ผมก็กวาดสายตามองไปที่ช่องใต้โต๊ะของเพื่อน ปรากฏว่า คนที่แอบเอาหน้ามุดอยู่ในแต่ละช่องไม่ใช่เพื่อนผม
สภาพเหมือนกับ คนที่แอบอยู่ในบ้านของเล่นในห้องของเล่นเด๊ะๆ แต่แสงจากหน้าต่างทำให้ผมเห็นได้จัดเจนกว่าเดิม

สภาพที่ผมเห็นตอนนี้คือ โต๊ะในห้องมีทั้งหมดเกือบ 10 กว่าตัว
แต่ตอนนี้มีคนแอบเต็มทุกช่อง!!
แล้วคนที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นจะใส่เสื้อตัวใหญ่ เสื้อผ้าเปียกแฉะ ผมที่ดำเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเหมือนคนที่เพิ่งจะว่ายน้ำเสร็จ ผิวขาวซีดเห็นเส้นเลือดฝอย
ตอนนั้นผมมั่นใจเลยว่าไม่ใช่เพื่อนผมแน่นอนล้านเปอร์เซ็น
ตอนนี้ขาของผมแข็งหัวใจรู้สึกหวิวๆ ตัวสั่นสะเทือน ร่างกายไม่ทำตามคำสั่ง
นี่แหละอาการคนเห็นผีของจริงอย่างที่เขาว่ากัน ตอนนี้ผมรู้สึกได้แล้วว่าเป็นยังไง

ผมหลับตาปี๋ “เอาไงดีวะโอ๊ยยย ตายแน่ๆเลยกรุ” ผมพูดในใจแต่ไม่กล้าลืมตา เราจะหลับตายังงี้จนเช้าเลยดีไหมผมคิด
แต่ในใจบอกตัวเองว่า ถ้าไม่ออกจากที่นี่ตายแน่นอน

“5 4 3 2 1” ผมนับถอยหลังพร้อมลืมตาขึ้น

 

 

Chapter 8 : ตาสุดท้าย!!

สภาพที่ผมเห็นตอนนี้คือ โต๊ะในห้องนี้มีทั้งหมดเกือบ 10 กว่าตัว
แต่ตอนนี้มีคนแอบเต็มทุกช่อง!!
แล้วคนที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นจะใส่เสื้อตัวใหญ่ เสื้อผ้าเปียกแฉะ ผมที่ดำเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเหมือนคนที่เพิ่งจะว่ายน้ำเสร็จ ผิวขาวซีดเห็นเส้นเลือดฝอย
ตอนนั้นผมมั่นใจเลยว่าไม่ใช่เพื่อนผมแน่นอนล้านเปอร์เซ็น
ตอนนี้ขาของผมแข็งหัวใจรู้สึกหวิวๆ ตัวสั่นสะเทือน ร่างกายไม่ทำตามคำสั่ง
นี่แหละอาการคนเห็นผีของจริงอย่างที่เขาว่ากัน ตอนนี้ผมรู้สึกได้แล้วว่าเป็นยังไง

ผมหลับตาปี๋ “เอาไงดีวะโอ๊ยยย ตายแน่ๆเลยกรุ” ผมพูดในใจแต่ไม่กล้าลืมตา เราจะหลับตายังงี้จนเช้าเลยดีไหมผมคิด
แต่ในใจบอกตัวเองว่า ถ้าไม่ออกจากที่นี่ตายแน่นอน

“5 4 3 2 1” ผมนับถอยหลังพร้อมลืมตาขึ้น

ผมค่อยๆหรี่ตาทีละนิดๆ ตอนนี้เห็นเพียงขนตาที่บดบังภาพตรงหน้านั้นอยู่ ทันใดนั้น!!
“กืดดดดด กืดดดดดดด กืดดดดดดดดดดดดดด”
มันรู้สึกสั่นสะเทือนมาจากช่วงหน่องด้านขวาของผมลามมาถึงช่วงเอว ผมตกใจมากกลับไปหลับตาปี๋ดังเดิม
ทั้งที่ตอนแรกเกือบจะได้ลืมตาออกมาดูภาพตรงหน้านั้นแล้ว!!

ผมตั้งสติอยู่ซักพัก จึงทำให้ได้รู้ว่า ไอที่สั่นๆอยู่ตรงขาผมอะ เป็นโทรศัพท์ผมเอง!!
ซึ่งผมเป็นคนตั้งเปิดสั่นไว้ก่อนเล่นซ่อนแอบ!!

“มีคนโทรมา!!” ผมคิดในใจพร้อมกับยืนนิ่งๆไม่ตึงไหว เพราะตอนนั้นผมหมดแรงแถมตัวแข็งทื่อ ไม่สามารถเอามือเข้าไปล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงได้!!

ซักพักโทรศัพท์ผมก็หยุดสั่นลง แต่ตัวก็ผมไม่ได้หยุดสั่นเพราะยังรับความจริงของภาพตรงหน้าไม่ได้
ในใจก็คิดไปต่างๆนาๆจนจะบ้าตายอยู่แล้วครับ
“กืดดดดดดดด กืดดดดดดด กืดดดดดดดดด” โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง
“เอาไงดีวะ เรียกสติกลับมา ตั้งสติให้ได้!! วู่วววววววว” ผมพูดในใจพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาทางปากอย่างช้าๆ
ผมค่อยๆเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“กืดดด กืดดดดด” โทรศัพท์สั่นในมือผม พร้อมกับดับลงไป

ผมค่อยๆลืมตาขึ้น มองที่หน้าจอโทรศัพท์ก่อนอย่างแรก!!

“กืดดดดดดดด กืดดดดดดด กืดดดดดดดดด” โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง
“เอาไงดีวะ เรียกสติกลับมา ตั้งสติให้ได้!! วู่วววววววว” ผมพูดในใจพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาทางปากอย่างช้าๆ
ผมค่อยๆเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“กืดดด กืดดดดด” โทรศัพท์ยังคงสั่นในมือของผมโดยไม่หยุด

“ต้องมีคนโทรมาแน่ๆเลย” ผมคิดในใจ
แต่ผมก็ยังไม่ได้ลืมตาเลยครับ หลับตาปี๋เพราะกลัวมาก!!
ตอนนั้นผมได้แต่เอานิ้วจิ้มหน้าจอโทรศัพท์
เอานิ้วปัดไปมาให้รับโทรศัพท์ได้ตามความรู้สึกหวังลึกๆว่าเราจะกดรับได้เพราะ ตอนนี้ผมมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

แล้วจู่ก็มีเสียงบางอย่าง เหมือนมีคนพูดอะไรออกมาจากโทรศัพท์
แต่ฟังไม่ได้ภาษาเพราะว่าเรากำไว้อยู่
ผมค่อยๆยกมือขึ้นเอาโทรศัพท์แนบหู

“เห้ยไปร์ทเมิงอยู่ไหนวะ ออกมายัง”
ผมได้ยินเท่านั้นผมปล่อยโฮร้องไห้ออกมาพูดไม่เป็นภาษา
พร้อมกับเข่าอ่อนนั่งพับเพียบลงไป
“เข้ามาช่วยกุด้วย!! กุขอร้องละ” ผมพูดพร้อมร้องไห้ไปตัวสั่นไป
“เมิงใจเย็นๆไว้นะ ค่อยๆเดินออกมา” เพื่อนผมพูดประโยคนี้ผมก็รู้ได้ทันทีเลยว่า มันทิ้งผมไว้คนเดียว แล้วจะไม่เข้ามาช่วย!!
“เห้ยอย่าทิ้งกุนะ กุไม่ไหวแล้วช่วยกุด้วยยยย” ผมพูดพร้อมปล่อยโฮ!!
“งั้นเมิงรอแปปนึงนะ กุไปจะตามรปภ.มาช่วย กุจะไม่วางสาย เมิงคุยกับพวกุได้ตลอด” มันพูดออกมาพร้อมมีเสียงลมเหมือนมันกำลังรีบปั่นจักรยานไปหน้าหมู่บ้าน

ผมคิดในใจว่าถ้าปั่นจักรยานจากสโมสรไปยังป้อมยามหน้าหมู่บ้านก็เกือบ 10 นาที
ถ้าไปกลับก็ประมาณ 20 นาที
ผมทนอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแน่ ภายนอกเปลือกตาที่ผมปิดอยู่มีอะไรบ้างผมก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ผมก็รู้ว่าเพื่อนมันก็ไม่กล้าเข้ามาเหมือนกัน เพราะผมรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ถ้าเป็นผมผมก็จะตามคนอื่นมาช่วย!!

“รอแปปนะเว้ยเมิง กุปั่นข้ามสะพานมาแล้ว” เสียงเพื่อนผมพูดดังออกมาจากโทรศัพท์
“กุไม่ไหวแล้ววว ฮือฮือ “ผมพูดตะโกนพร้อมร้องไห้ใส่โทรศัพท์
แล้วผมก็ถามตลอดทางว่ามันถึงไหนแล้ว
“เห้ยตอนนี้เมิงอยู่ไหนแล้ววะ”ผมพูดเสียงสั่น
“…”
“เห้ยเมิงได้ยินกุปะ กุถามว่าเมิงอยู่ไหนแล้ว!!” ผมพูดซ้ำขึ้นอีกรอบ
แต่ก็ไม่เสียงตอบกลับมา

ตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่าสายได้ถูกตัดไปแล้ว
ไม่มือผมไปโดนปุ่มกดวาง มันก็กดตัดสาย หรือมีอะไรบางอย่างทำให้สายหลุด!!
ผมกลับมาอยู่กลับความเงียบอีกครั้ง ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า
ผมเฝ้ารอคอยมันโทรกลับมาอีกครั้ง แต่ก็เงียบ.. ผมได้แต่หลับตาปี๋กำโทรศัพท์ไว้แน่น

ตอนนี้ผมจินตนาการต่างๆนาคิดว่า ถ้าผมลืมตาขึ้นพวกเขาเหล่านั้นอาจจะจ้องตาผมอยู่ในระยะประชิดก็ได้
หรือบางทีพวกเขาอาจจะยังแอบอยู่ที่ในช่องใต้โต๊ะเหมือนเดิมโดยไม่ออกมาแลบลิ้นปริ้นตาใส่ผมก็ได้!!

ผมทรมาณเหลือเกิน ผมทนอยู่ที่นี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
ผมรวมกำลังใจฮึดสุดท้ายเพื่อลืมตาดูความจริง!!

“พรึบ” ผมลืมตาขึ้นพร้อมมองไปข้างหน้าเพื่อหาประตูทางออก
ประตูอยู่ที่ไหนผมจะวิ่งไปทางนั้นจะมีอะไรมาขวางก็ไม่สนแล้ว!!

ภาพตอนนั้นผมเห็นคนที่มุดอยู่ใต้โต๊ะในแต่ละช่องดังเดิม
ทุกคนอยู่ในสภาพกอดเข่าเหมือนเดิมพร้อมกับเหมือนทำท่าทีจะกระเถิบออกมาจากที่แอบทั้งหมด
ผมไม่สนอะไรทั้งนั้นวิ่งไปเปิดประตู แล้ววิ่งมุ่งตรงไปยังห้องโถง ผมวิ่งมาครึ่งทาง ตอนนี้ผมอยู่แถวหน้าห้องสมุด
เกือบจะถึงประตูหน้าห้องของเล่น!!

มีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากห้องของเล่นรูปร่างเหมือนคน
“โป้งไปร์ท!!” เสียงนั้นอยู่ตรงหน้าผม ผมรีบหยุดชะงัก
“เสียงเหมือนไอเต้ย หรือ อาจจะเป็นไอเต้ย!!” ผมคิดในใจ แต่ไม่ใช่มันแน่นอน เพราะว่าทุกคนออกไปจากสโมสรกันหมดแล้ว!!
ตอนนั้นขาผมมันไม่ยอมก้าวอีกแล้ว ตัวแข็งทื่อ ตอนนี้ใจผมมันวิ่งออกไปจากสโมสรแล้วแต่ตัวผมมันดันอยู่ที่เดิม!!
ผมมองเงาดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมอย่างหวาดกลัว แล้วผมก็สังเกตุเห็นบางอย่าง
“ที่มือของเงานั้นถือไฟแช็คหรือว่าเป็นไอเต้ยจริงๆวะ” ผมสับสนเป็นอย่างมาก
ไม่ทันใดนั้น ผมเห็นแขนของเงาดำยกขึ้นมาที่หน้าของมันแล้วจุดไฟแช็คขึ้น

“พรึบ” แสงจากไฟแช็คลุกโชนทำให้ผมเห็นใบหน้าของมันได้ชัดเจน!!
ตอนนั้นผมเห็น ใบหน้าที่เปียกแฉะ ผมที่เปียกโชกสีดำเข้มรวมกันเป็นเส้นๆหนาย้อยลงมาดูไม่เป็นทรง และ ใบหน้าสีขาวซืดดูไม่เป็นรูปร่าง หน้าของมันปวดบูม เหมือน ศพที่จมน้ำตายแล้วขึ้นอืดมาหลายวัน!!

“กุโป้งเมิงแล้ว ตาต่อไปเมิงเป็นนะ ตานี้กุตายแล้ว!!!” คนที่อยู่ตรงหน้าผมพูดออกมา!!
พร้อมกับข้างหลังของผีตนนั้น ที่เป็นห้องโถง ผมเห็นเด็กๆตัวเล็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ขาผมพับลงไปกับพื้นเหมือนคนไม่มีแรง ผมนั่งก้มหน้าลงมองพื้นพร้อมร้องไห้
“กุไม่น่ามาเล่นอะไรแบบนี้เลย ผู้ใหญ่เขาก็เตือนไว้แล้วใช่ไหมว่า ห้ามเล่นซ่อนแอบตลอดกลางคืน ทำไมไม่เชื่อ!!”
ผมคิดตอกย้ำจัวเองอยู่ภายในใจ

.
.
.
.

“เห้ยๆ คุณเป็นไรมากไหมครับ” มีเสียงคนดังขึ้นมาจากด้านบนหัวผมพร้อมจับไหล่ผมเบาๆ ผมไม่รู้ตัวเลยว่านั่งอยู่ตรงนี้ไปนานเท่าไหร่แล้ว
ตอนนั้นหัวผมโล่งไปหมด
“อ้าว ไอไปร์ทบ้าน 19/58 นี่หว่า” คนนั้นพูดออกมาเสียงเหมือนพูดใหญ่ พร้อมกับพูดต่อออกมาอีกว่า
“ครับผม ตอนนี้ผมอยู่สโมสร พวกเด็กๆมันตามผมมาครับ เดี๋ยวผมตรวจดูความเรียบร้อยให้ ถ้าไม่มีอะไรผมจะรีบกลับไปครับ”
“เอ้อดีๆ แล้วเป็นไงมั่งเกิดอะไรขึ้น มีใครบาดเจ็บไหม” มีเสียงนึงตอบออกมาแต่ไม่ชัดมาก เหมือนเสียงจากวิทยุ
ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าผู้ใหญ่คนนั้นก็คือ รปภ.กำลังวอกับ ใครซักคนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น รปภ.อีกคนนึงแต่คงไม่ได้มาด้วย

“ในที่สุดผมก็รอดแล้ว” ผมคิดในใจพร้อมเงยหน้าขึ้นไปดูว่าใครมาช่วยผมไว้บ้าง

ทันใดนั้นภาพที่ผมเห็นตรงหน้าไม่ใช่รปภ. แต่กับเป็นผีหน้าบวมขึ้นอืดตนเดิม มันสะแหยะยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ตานี้กุเป็น ตาหน้าเมิงตาย!!”

 

 

บทส่งท้าย: ส่วนคนที่อยากรู้ปมค้างคานะครับ ต่อให้นิดนึง

อะไรหล่นลงไปตรงระเบียง?
ตอนเช้า พวกเราก็มาจับกลุ่มนั่งคุยกัน
ไอเต้บอกว่ามันก้มมองลงไปตรงชานระเบียง พร้อมเห็น 4-5 คน ยืมอยู่ในพุ่มไม้ข้างล่าง
มันเลยตกใจปีนฝ่าดงออกไป

ตาที่ 2 ตาที่ไอเต้ยเป็น จริงๆแล้วใครมาจ้องผมที่ช่องอ่านหนังสือ?
จริงๆแล้วเบ็นโกหกว่าเป็นมันเองที่เข้ามาในห้องสมุด
แต่ความจริงไม่ใช่เบ็น!! มันพูดเพื่อให้ผมหายกลัวและเล่นซ่อนแอบต่อ

เพื่อนหายไปตอนไหน?
จริงแล้วๆตอน ผม เต้ คิว และ ตอง อยู่ที่ระเบียงชั้น 2 เบ็นและเต้ยได้กลับไปก่อนแล้ว เพราะว่า
ตาสุดท้ายนั้นเต้ยขึ้นไปหาเบ็นที่ชั้น 3 ก่อน แล้วเบ็นก็วิ่งสวนลงมาโดยไม่สนใจเต้ย เต้ยจึงมองขึ้นไป
เห็นเป็นคนเต็มไปหมด เกือบ 10 คนอยู่ที่ชั้น3 เต้ยเลยเพ่นป่าราบเช่นกัน

ส่วนผมและเพื่อนๆออกจากระเบียงกำลังจะกลับกัน เพื่อนผมเดินตรงยาวไปห้องโถง แต่!!
มีผมคนเดียวที่เดินเข้าไปในห้องอ่านหนังสือ โดยที่เพื่อนๆเห็นว่า ผีหน้าปวดบูม เป็นคนจูงผมเข้าไปในห้อง
เพื่อนผมก็เพ่นป่าราบโดยทิ้งให้ผมเข้าไปแอบกับผี!!

 

CR.จากเรื่อง :  ผู้ใหญ่บอกว่าห้ามเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน ทำไม่ไม่เชื่อ!!
เรื่องเล่าจาก : กระทู้ผีพันทิป เล่าสยองขวัญ
เล่าโดย : สมาชิกหมายเลข 3979006

 

 

 

RELATED TOPICS: , , ,