คืนสยอง! ลูกค้าปริศนา

 

            ขอย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา เหตุการณ์ในวันนั้น ต้นกำลังจะกลับจากบ้านเพื่อนย่านพระราม 9 เวลาขณะนั้นสักตี 1 ได้ ต้นก็ได้เรียกแท็กซี่ เพื่อให้ไปส่งแถววัดเสมียนนารี ซึ่งเป็นบ้านของต้นนั้นเอง หลังจากรอสักพักก็ได้แท็กซี่ที่จะไปส่งแถวบ้าน ต้นขึ้นนั่งที่ด้านซ้ายมือของคนขับ ซึ่งก็คือเบาะหน้านั้นเอง แล้วก็บอกแท็กซี่ว่า “พี่ๆ ขึ้นทางด่วนเลย ผมจะรีบกลับบ้านนอน ง่วงนอนมาก” แล้วต้นและคนขับแท็กซี่ก็มุ่งหน้าขึ้นทางด่วน ตอนแรกนั้น ต้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะต้นนั้นก็กลับบ้านดึกเป็นประจำอยู่แล้ว

            ไม่ได้คาดคิดว่าคืนนั้น ต้นจะได้พบเจอกับเรื่องราวบางอย่าง ที่ทำให้ตัวเองต้องตกตะลึง ในขณะที่ทั้งคู่ นั่งบนรถบนทางด่วนนั้น สายตาของต้นก็บังเอิญเหลือบไปมองด้านเบาะหลังคนขับ ซึ่งก็คือเบาะหลังด้านขวา หางตาของต้นในรัศมีไม่ถึง 1 เมตรนั้น ก็ได้เห็นเงา เป็นลักษณะเงาดำๆ มีผมยาวมากนั่งอยู่เบาะด้านหลังคนขับ ต้นตกใจสุดขีด! จนเผลอปากหลุดไปว่า “เฮ้ย!” พี่คนขับก็ตกใจกับเสียงอุทานที่ต้นร้องออกมา จนหันไปมองหน้าต้นแล้วก็ถามกับต้นว่า “น้อง เป็นอะไรร้องเสียงดังเลย” ต้นก็เลยบอกกับพี่แท็กซี่ว่า “พี่ ผมเห็นเงาผู้หญิงผมยาวนั่งอยู่เบาะด้านหลังของพี่ ฝั่งเดียวกับพี่เลย”

            พี่แท็กซี่ได้ยินแบบนั้น ก็ตอบกับต้นว่า “น้อง คิดมากไปหรือเปล่า เห็นพี่เปิดวิทยุรายการเดอะช็อค ไม่ต้องมาบิ้วเลย” พี่แท็กซี่ยังพูดต่ออีกว่า “น้องไปดืมเหล้าเมามาหรือเปล่า หรือว่าคิดไปเอง” แต่ว่าต้น ก็ยืนยันบอกว่าเปล่า ไม่ได้ดืมเหล้าเลย ผมไม่ได้เมา ผมเห็นจริงๆ พอต้นยืนยันหนักแน่นจนจบประโยค พี่คนขับรถแท็กซี่ ก็ได้ชะโงกคอมาด้านหลัง เพื่อพิสูจน์ว่า มีอะไรอยู่ที่เบาะหลังตัวเองหรือไม่ พี่แท็กซี่มองที่เบาะหลังแว่บหนึ่ง แล้วก็หันมามองหน้าต้น พูดออกมาว่า “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี้” แต่ว่าต้นสังเกตได้ชัดเจน ว่าสีหน้าของคนขับรถแท็กซี่นั้น ดูเปลี่ยนไปแล้วพี่แท็กซี่ ก็ขับรถไปเรื่อยๆ

            จู่ๆ พี่คนขับ ก็เอ่ยปากขึ้นมาลอยๆ ว่า “ช่างเถอะ อยากอยู่ก็อยู่ไปอยาก ไปก็ไป ทางใครทางมันดีไหม สาธุ สาธุ อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย” พอพี่แท็กซี่พูดจบประโยค ก็เริ่มต้นเหยียบรถด้วยความเร็วสูง เหมือนกับว่าคันเร่งมีเท่าไรเหยียบไม่ยั้ง ต้นได้แต่นั่งงงเป็นไก่ตาแตก คำพูดประโยคแปลกๆ ที่พี่แท็กซี่พูดเมื่อสักครู่นั้น ดังกล้องอยู่ในโสตประสาทของต้น และก็รู้ด้วยว่าพี่แท็กซี่นั้นไม่ได้พูดกับตัวเองแน่นอน น่าจะพูดกับใครบางคนที่อยู่เบาะหลังมากกว่า

 

 

           โดยที่พี่แท็กซี่อาจจะไม่อยากให้ต้นกลัวตอนที่หันไปมองจึงบอกว่า ไม่เห็นมีอะไร วินาทีนั้นรถวิ่งอยู่บนทางด่วนด้วยความเร็วสูง ใจหนึ่งก็กลัวอุบัติเหตุ อีกใจก็กลัวผี ก็เลยได้แต่นั่งเงียบๆ ไม่สามารถพูดอะไรออกมาจากปากได้ในหัวสมองนั้น คิดได้แค่ว่า นี่ถ้ารถไม่อยู่บนทางด่วน จะขอลงกลางทางเลยดีกว่า และในระหว่างที่ต้นนั่งนิ่ง ทำตัวไม่ถูกอยู่นั้น ก็ไม่รู้อะไรดลใจให้ต้นหันไปเหลือบมองที่เบาะด้านหลังอีกครั้ง ต้นหับเหลือบไปมองเล็กๆ ก็ต้องตกใจสุดขีด! เพราะคราวนี้ ผู้โดยสารปริศนาที่อยู่เบาะหลัง กำลังแสยะยิ้มให้ต้น ใบหน้านั้นน่ากลัวมาก

            ต้นทำอะไรไม่ได้ จะร้องก็ร้องไม่ออก ส่วนพี่แท็กซี่ ก็ยังคงสวมวิญญาณตีนผีอยู่บนทางด่วนนั่นเอง ทำได้เพียงอย่างเดียวคือหันหน้ากลับมานั่งตัวตรงแข็งทื่อ ภาวนาในใจอยากให้ถึงบ้านไวๆ โดยที่ไม่คิดจะเหลือบมองทางด้านหลังอีก แม้เพียงเล็กน้อย เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เหมือนกับมีแสงสว่างสาดส่องไปที่ตัวของต้น เมื่อพี่แท็กซี่พูดขึ้นมาว่า น้องๆ ถึงวัดเสมียนนารีแล้ว บ้านน้องอยู่ตรงไหน ต้นรีบตอบกลับทันควันว่า “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมลงตรงนี้แหละ” ควักเงินค่าโดยสารให้กับพี่แท็กซี่ แล้วก็บอกกับพี่เขาว่า “เงินทอนไม่ต้อง” ต้นรีบปิดประตูรถและก็วิ่งกลับบ้านทันที โดยที่ไม่หันกลับไปมองแท็กซี่คันนั้นอีกเลย ก็ไม่แน่ใจว่า ผู้โดยสารก่อนหน้านี้ เป็นใครหรือพี่แท็กซี่ได้รับใครขึ้นมา และถ้าเกิดวันนั้น ต้นไม่ได้นั่งเบาะหน้าด้านซ้ายมือของคนขับ แล้วเลือกไปนั่งที่เบาะหลัง จะเห็นอะไรมากกว่านี้หรือไม่..