ข้าวไทยต้องปรับตัว หลังคว้าแชมป์การประกวดไม่ได้

login 4 news

จากการจัดประกวดข้าวโลกในปีนี้ ไทยได้นำข้าวหอมมะลิเข้าร่วมการแข่งขันแต่ไม่สามารถคลองแชมป์ได้ จากการประกวด 10 ครั้ง ไทยสร้างสถิติไว้ 5 ครั้ง นี่คือสัญญาณที่ไทยควรจะต้องปรับ หลังจากทางรัฐได้ทุ่มงบประมาณไปกับข้าวอย่างล้นหลามแต่คุณภาพยังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2561 ได้มีรายงานว่า จากการที่นักธุรกิจจำหน่ายข้าวได้จัดประกวด The World’s Best Rice 2018 (การประกวดข้าวโลก) ข้าวหอมมะลิไทยในครั้งนี้ไทยได้เสียแชมป์ให้กับกัมพูชา ขณะที่ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยไม่กังวลถึงรางวัลที่ทางกัมพูชาได้รับไป ว่าจะมีผลต่ออัตราและและราคาข้าวหอมมะลิไทย แต่รางวัลนั้นจะสังเกตได้ว่าความสามารถไทยลดลง และไทยต้องเตรียมรับมือกับสถาณการณ์การจำหน่ายข้าวที่ไม่คงเดิมไว้ด้วย ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

ออกมาเปิดเผยว่า ประสิทธิภาพข้าวกัมพูชาไม่แตกต่างจากไทยมากนัก แต่ราคาข้าวหอมมะลิไทยมีราคาที่สูงกว่า โดยราคาข้าวหอมมะลิที่ไทยได้ส่งออกจะอยู่ที่ตันละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้คำนวนออกมาประมาณ 35,000 บาท/ตัน แต่ของทางกัมพูชา ข้าวหอมที่ส่งออกจะอยู่ที่ตันละ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 29,000 บาท/ตัน ซึ่งจะถูกกว่าของไทย 150-200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5,000-6,000 บาท/ตัน ซึ่งชาวนาและทางรัฐต้องคิดถึงคุณภาพให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นก็จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าได้ โดย นายปรีชา นุยืนรัมย์ ประธานสภาเกษตรกร จ.อุบลราชธานี ได้ออกมากล่าวว่า ช่วงหลังนี้เมล็ดข้าวของชาวนาบางกลุ่มมีประสิทธิภาพที่ลดลง เลยอยากให้ทางรัฐช่วยปรับปรุงพันธ์ข้าวเพื่อคงประสิทธิภาพข้าวหอมมะลิไว้เหมือนเดิม รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วย

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมากล่าวว่า ณ ขณะนี้ข้าวไทยแข่งขันได้น้อยลง และเริ่มสูญเสียทางการตลาดมากขึ้น เพราะสินค้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบจากคู่แข่งที่เริ่มมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าอยู่ตลอดเพื่อ โดยจุดอ่อนของไทยที่เห็นชัดที่สุด คือความไม่แน่นอน ไม่มีเเนวทางปฏิบัติที่แจ่มชัดนำไปสู่การเเก้ไขเเละเกิดประโยชน์ต่อชาวนา การควบคุมต้นทุนที่จะได้ผลผลิตต่อไร่สูง เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยประคับประคอง เเละทำให้ชาวนาอยู่รอดได้ท่ามกลางการเเข่งขันในปัจจุบัน