ขสมก. ยืนยันจะสู้คดี กรณียกเลิก อี-ทิกเก็ต

login 4 news

กรณีที่ บริษัท ช ทวี จำกัด มหาชน ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 1,556 ล้านบาท พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีที่ ขสมก. บอกเลิกสัญญาโครงการติดตั้ง ระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Ticket และเฉพาะนายสุรชัย อิ่มวชิรคุณ ผู้พิการกทมเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับหนังสือยื่นคำฟ้อง จึงยังไม่ทราบว่าเอกชนฟ้องร้อง เรื่องใดบ้างก็คาดว่าจะมุ่งประเด็น ไปในเรื่องของความเสียหาย ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ถูกบอกเลิกสัญญา

ซึ่งต้องทบทวนในขั้นตอน การส่งมอบงานว่ามีความซับซ้อนและมีความไม่ชอบมาพากล หรือไม่ โดยยังมีข้อสงสัยว่าเหตุใด เกษตรกร จึงอนุญาตให้เอกชนติดตั้งรถเมล์ 2,600 คัน เพราะว่าตามปกติแล้ว ต้องมีการตรวจเช็คล็อตแรก ก่อนว่าใช้งานได้ตามที่ระบุไว้ในทีโออาร์ หรือไม่ เช่น ลองติดตั้ง 100 ครั้งแรกก่อน อีกทั้งการส่งมอบก็ยังไม่เป็นไปตาม ที่กำหนดใน ทีโออาร์ ภายใน 1 ปีตั้งแต่ลงนามสัญญา ในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เดือนเมษายน 2561

พบว่ามีการส่งมอบไป จนถึงปี 2562 ซึ่งก็ขัดกับ ทีโออาร์ ขณะที่ช่วงปลายปี 2561 ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลาง เรื่องการขอยกเลิกสัญญา เพียงครึ่งเดียวก็คือ การยกเลิกสัญญา Cash Box แสดงว่าผสมมังกร และทวีนั้นได้มีการเจรจาจะมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สุดท้ายจะมีการฟ้องร้องกัน ถึงขั้นสาร จึงมีความน่าสงสัยว่า การเจรจามีปัญหาหรือไม่พร้อมกับ ยืนยันว่าเราเวลาของโครงการนี้เกิดขึ้น ในช่วงที่ยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ขสมก. ด้วย

หลังจากนี้ก็จะพิจารณาเรื่องทั้งหมด อย่างรอบคอบส่วนเรื่องแนวทาง ในการต่อสู้คดีนั้นก็จะต้องรอหนังสือคำร้อง ของคู่กรณีก่อนจึงจะเริ่มวางแผน ในการต่อสู้คดีได้แต่ก็คาดว่าเขา จะมาก็มีแนวโน้ม จะใช้ประเด็นเรื่องอุปกรณ์ที่นำมาติดตั้ง ไม่สามารถใช้งานได้ตามสัญญาระบบ ไม่เสถียรมีการทดลองหลายครั้ง

แต่ก็ใช้งานไม่ได้ ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ จากสังคมในเชิงลบ ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นค่าโง่ 1,556 ล้านบาท  ที่รัฐบาลต้องเสียรู้ให้กับเอกชน ก็ยืนยันว่าเขาจะดำเนินการต่อสู้คดีนี้ อย่างถึงที่สุดแล้วก็จะมีการรายงานให้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม และได้รับทราบ ซึ่งก็กำชับว่ากระทรวงคมนาคมยุคใหม่ต้องไม่มีค่าโง่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าแผนฟื้นฟูกิจการที่กระทรวงคมนาคมได้ ส่งมอบให้กลับไปทบทวนนั้น ก็มีอยู่ด้วยกันหลายเรื่องก็จะต้องได้

ข้อสรุปในเดือนกันยายนนี้ โดยสาระสำคัญก็คือการทบทวน แผนการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ 3,000 จึงก็รัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว และพลศึกษาจะซื้อรถเมล์ใหม่ ได้ดำเนินการมา 4 ปีแล้ว ขณะที่ในอนาคตอันใกล้จะเกิดรถไฟฟ้าสายใหม่เพิ่มขึ้น จึงให้กรมสรรพากรนั้นกลับไปทบทวน จะปรับลดจำนวนจัดหารถเมล์ลงได้จำนวนเท่าใด เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม การเดินทางของผู้โดยสาร ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะใช้บริการรถเมล์น้อยลงแล้ว แล้วก็หันไปใช้บริการรถไฟฟ้า แทนเรามีโครงข่ายที่ครอบคลุม การเดินทางในเมืองหลวงในเมืองหลวงมากขึ้น ดังนั้น อาจจะต้องมีการเสนอขอปรับมติ ครม.ในเรื่องของการลดจำนวน จัดหารถเมล์ใหม่ หากทุกฝ่ายเห็นชอบตรงกัน